
ไทสัน ฟู้ดส์ (Tyson Foods) ผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เตรียมปิดโรงงานแปรรูปเนื้อวัวเพิ่มเติม หลังจำนวนโคในประเทศลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 50 ปี ส่งผลให้ราคาโคพุ่งสูงและกดดันผลประกอบการ
บริษัทฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ว่า จะยุติการดำเนินงานโรงงานแปรรูปเนื้อวัวในรัฐอิลลินอยส์ และโรงงานผลิตเนื้อวัวพร้อมจำหน่ายในรัฐยูทาห์ พร้อมเดินหน้าขายโรงงานแปรรูปเนื้อวัวอีกแห่งในรัฐวอชิงตัน โดยจะโยกการผลิตไปยังโรงงานอื่นแทน
ก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ทยอยลดกำลังการผลิตมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนจากธุรกิจเนื้อวัวได้ เนื่องจากโรงงานแปรรูปต้องจ่ายเงินซื้อโคในราคาสูงจากอุปทานที่ตึงตัว โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทสันเพิ่งลดคาดการณ์กำไรทั้งปี และคาดว่าธุรกิจเนื้อวัวจะขาดทุนจากการดำเนินงานมากขึ้น
ภายหลังการปรับโครงสร้าง ไทสันจะปรับธุรกิจเนื้อวัวให้เหลือโรงงานหลัก 3 แห่งในรัฐเนแบรสกา แคนซัส และเท็กซัส ส่วนโรงงานในเมืองอามาริลโล รัฐเท็กซัส ซึ่งลดการผลิตเหลือ 1 กะก่อนหน้านี้ จะกลับมาเดินเครื่อง 2 กะเมื่อมีโคเพียงพอ
การลดกำลังการผลิตเกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนโคในสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาโคที่โรงงานแปรรูปต้องรับซื้อปรับตัวสูงขึ้น ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ณ วันที่ 1 ก.ค. ระบุว่า เกษตรกรเริ่มเก็บโคบางส่วนไว้เพื่อเพิ่มขนาดฝูง แต่การฟื้นตัวของจำนวนโคยังต้องใช้เวลา
ผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรมก็ทยอยลดหรือปรับกำลังการผลิตเช่นกัน โดย เจบีเอส เอ็นวี (JBS NV) ระบุว่าจะปรับโรงงานแปรรูปเนื้อวัวที่ปิดดำเนินการในรัฐเพนซิลเวเนียไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่คาร์กิลล์ (Cargill) เคยปิดโรงงานในเมืองมิลวอกีมาก่อนหน้านี้
ด้านกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ประกาศเตรียมทยอยกลับมานำเข้าโคมีชีวิตจากเม็กซิโก หลังระงับการนำเข้านานกว่า 1 ปีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของหนอนแมลงวันนิวเวิลด์สกรูเวิร์ม โดยคาดว่าจะเริ่มนำเข้าได้ในช่วงปลายเดือนส.ค. ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณโคเข้าสู่ตลาดในระยะยาว
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





