ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงในวันศุกร์ (14 ส.ค.) หลังยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนก.ค. ส่งผลให้ยูโรและเงินปอนด์อังกฤษแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.3% แตะที่ 99.667
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 159.38 เยนในวันศุกร์ จาก 159.51 เยนในวันพฤหัสบดี, ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.8131 ฟรังก์สวิส จาก 0.8139 ฟรังก์สวิส และอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3877 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.3936 ดอลลาร์แคนาดา
ส่วนยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1566 ดอลลาร์ จาก 1.1529 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3533 ดอลลาร์ จาก 1.3485 ดอลลาร์
ยอดค้าปลีกลดลง 0.6% ในเดือนก.ค. หลังเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.1%
ข้อมูลดังกล่าวเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า ขณะนี้มีสัญญาณชัดเจนว่าการบริโภคอ่อนแอลง และข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว
ขณะเดียวกัน มีความคาดหวังลดลงว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. หลังข้อมูลเงินเฟ้อทั้งในภาคผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ออกมาต่ำกว่าคาดในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 31% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. และให้น้ำหนัก 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธ.ค.
ตลาดแรงงานก็เป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวล หลังรายงานการจ้างงานเดือนก.ค.แสดงให้เห็นว่า นายจ้างลดจำนวนพนักงานลงอย่างไม่คาดคิด
นักลงทุนยังติดตามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันครั้งใหม่ และการตอบโต้กันด้วยถ้อยคำระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับผู้นำอิหร่าน
เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่อ่อนค่าราว 1% ในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากผลของมาตรการแทรกแซงตลาดเงินครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเริ่มลดลง ทำให้นักลงทุนคาดว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือการเข้าซื้อเงินเยนโดยทางการอีกครั้งเพื่อหยุดการอ่อนค่าของเงินเยน
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนก.ย. และกำลังพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระดับที่รุนแรงขึ้นในอนาคต โดยนับตั้งแต่ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ดำเนินมานานนับทศวรรษในปี 2567 BoJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณปีละ 2 ครั้ง รวมถึงในเดือนมิ.ย.ที่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงตลาดเงินครั้งล่าสุดยังไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองเชิงลบที่มีต่อเงินเยนได้ โดยนักวิเคราะห์จาก Bank of America และทีมงานระบุในรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ความเห็นเชิงลบต่อเงินเยนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา และแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
ผลสำรวจล่าสุดของ Bank of America พบว่า ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเงินเยน ซึ่งหมายถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25%
ก่อนเกิดการแทรกแซงในเดือนก.ค. เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่เกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนมองว่าระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์อาจเป็นจุดที่ทางการญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าดำเนินการอีกครั้ง
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





