บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาวะการลงทุนทั่วโลกเผชิญแรงกดดันหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงเดิมที่กลับมากระแทกสินทรัพย์เสี่ยงรอบใหม่ ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ดิ่งจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ และฉุดหุ้นเอเชียเช้านี้ร่วงแรงตาม ขณะที่เศรษฐกิจไทยน่าห่วง หลังดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 พลิกกลับมาขาดดุลสูงถึง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12% ของ GDP นับเป็นการขาดดุลที่รุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต แนะนำนักลงทุนปรับพอร์ตตั้งรับ เน้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน ค้าปลีก และหุ้นปันผลเด่น
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายอย่างรุนแรงในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลง -1.3% แตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ และส่งต่อ Sentiment เชิงลบมายังตลาดหุ้นฝั่งเอเชียในช่วงเช้าวันนี้อย่างรุนแรง โดยดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ร่วงลงหนักถึง -5.46% และญี่ปุ่น (NIKKEI) ดิ่งลง -2.37% ไต้หวัน -1.20% และสิงคโปร์ -1.16% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงเดิม 3 ประการที่ยังไร้ทางออก ได้แก่
- ไฟสงครามช่องแคบฮอร์มุซยังระอุหนุนราคาน้ำมันพุ่ง: สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า “ไม่มีการเจรจาหรือการสนทนาใด ๆ และไม่มีกำหนดการเจรจากับอิหร่านในอนาคต” ขณะที่ฝ่ายอิหร่านประกาศกร้าวจะปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมด ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 91.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 วัน และเป็นตัวเร่งความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อโลก
- ความเสี่ยงเรื่องหนี้และทิศทางอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูง: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (Bond Yield) ยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.71% และอายุ 30 ปี แตะระดับ 5.29% หลังจากประเทศผู้ถือครองรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและจีนทยอยลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลง ปัจจัยนี้ทำให้ Discount Rate ของตลาดขยับสูงขึ้น และไปกดดันมูลค่า (Valuation) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง นอกจากนี้ ค่าประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น NVIDIA ขยับตัวสูงขึ้นกว่า 40 bps ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามาแตะที่ 82 bps สะท้อนระดับความเสี่ยงทางการเงินที่สูงขึ้น
- ตลาดอยู่ในโหมดหลบภัยและเปิดสถานะเก็งกำไรขาลงเร่งตัว: ข้อมูลจาก CFTC ชี้ว่านักลงทุนสถาบันและกลุ่มเก็งกำไรหันมาป้องกันความเสี่ยงอย่างรุนแรง โดยการเปิดสถานะขายชอร์ต (Short Position) ในดัชนี NASDAQ100 Futures เพิ่มขึ้นจากประมาณ 77.8K สัญญา เป็น 109.7K สัญญา (เพิ่มขึ้นกว่า 41% ในช่วง 2 สัปดาห์) ทำให้สถานะ Net Short ของกลุ่มนักเก็งกำไรทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 42.9K สัญญา ซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่มีการ Net Short สูงสุดของปีนี้ สอดคล้องกับค่า Put/Call Ratio ของดัชนี NASDAQ100 ที่ยืนเหนือระดับ 1 เท่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 11-18 ส.ค. โดยล่าสุดแตะที่ระดับ 1.18 เท่า สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อหุ้นเทคโนโลยีอย่างชัดเจน
ส่องเศรษฐกิจไทย: ดุลบัญชีเดินสะพัดวิกฤต ขาดดุล 1.77 หมื่นล้านเหรียญฯ สวนทางต่างชาติแห่ชอร์ต TFEX
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคในประเทศไทย ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดประจำไตรมาส 2/69 ของไทยพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส โดยขาดดุลสูงถึง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP) ซึ่งถือเป็นระดับการขาดดุลที่รุนแรงและย่ำแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต (เช่น วิกฤตราคาน้ำมันปี 2548, เศรษฐกิจชะลอตัวปี 2556 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565) สาเหตุหลักของการขาดดุลดังกล่าวมาจากผลกระทบความตึงเครียดทางตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยขาดดุลลึกถึง 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประกอบกับดุลบริการขาดดุลเพิ่มจากภาระค่าขนส่งทางเรือ ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงหลักที่จะฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ในปีนี้ และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังได้รับแรงกดดันจากประเด็นความท้าทายเชิงโครงสร้างระยะยาว 10 จุดเสี่ยงตามคำเตือนของอดีตนายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งครอบคลุมประเด็นเรื่องภัยคุกคามทางเทคโนโลยีและการมาถึงของ AI ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างแรงงาน, ความมั่นคงด้านดาวเทียมและราคาพลังงาน รวมถึงโครงสร้างสังคมอายุยืน (Aging Society) และระบบราชการที่ล้าหลัง ภาพความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและประเด็นเชิงโครงสร้างเหล่านี้
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่องมั่นของต่างชาติ โดยล่าสุดพบว่าผู้ลงทุนต่างชาติแห่เปิดสถานะขายชอร์ตสุทธิ (Net Short) ในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) สูงถึง 23,212 สัญญาในวันเดียว ควบคู่กับยอดขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสะสมกว่า 6.2 พันล้านบาทตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา (MTD) สะท้อนภาพนักลงทุนต่างชาติกำลังลดพอร์ตและป้องกันความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว
เปิดกลยุทธ์ “Selective Buy” 3 กลุ่มหุ้นไทยรอดมรสุม พร้อมชู 3 หุ้นเด่นหลบภัย ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและ Upside ดัชนีหลักค่อนข้างจำกัด
บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หลีกเลี่ยงการไล่ซื้อเก็งกำไรตามดัชนีตลาดหุ้น และหันมาเลือกสะสมหุ้นเป็นรายตัวแบบเฉพาะเจาะจง (Selective Buy) ใน 3 กลุ่มหลักที่ทนทานต่อทิศทางเศรษฐกิจและได้รับอานิสงส์ตรง ได้แก่
- กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูง: ได้อานิสงส์จากสภาวะความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ แนะนำ PTTEP, PSL, RCL และ PRM
- กลุ่มหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3/69 คาดจะฟื้นตัวโดดเด่นและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า: แนะนำ CPF, ITC, DELTA, HANA, KCE, BH, BDMS และ PR9
- กลุ่มหุ้นที่อิงกับภาคการบริโภคในประเทศ ท่องเที่ยว และสื่อโฆษณา: แนะนำ CPALL, CENTEL, ERW และ VGI
3 หุ้นเด่นแนะนำประจำวัน (Top Picks):
- PTT: เป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัยที่มีความทนทานสูง (Laggard Stock) ได้ประโยชน์โดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวดีตัวสูงขึ้นตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงรอรับพอร์ตลงทุน
- CPF: ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าลง และภาพรวมราคาเนื้อสัตว์ในช่วงครึ่งปีหลังที่มีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 31 ส.ค. 2569 นี้ เพื่อจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรอบครึ่งปีแรกที่ระดับ 0.45 บาทต่อหุ้น
- KLINIQ: แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังมีความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน และมีลุ้นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการที่ผู้บริหารมีโอกาสปรับเป้าหมายยอดขายในปีนี้ขึ้นจากเป้าเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 20% YoY





