
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (20 ส.ค.) ว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ามูลค่า 6.345 แสนล้านเยน (4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเดือนที่ 3 โดยมีสาเหตุมาจากยอดการนำเข้าที่พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินเยน
รายงานของกระทรวงการคลังระบุว่า ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 27.8% สู่ระดับ 12.15 ล้านล้านเยนในเดือนก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการจัดซื้อน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการอ่อนค่าของเงินเยนและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 23.2% สู่ระดับ 11.51 ล้านล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ และการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ไปยังประเทศจีน
ทั้งนี้ ยอดการส่งออกโดยรวมไปจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 25.8% ขณะที่ยอดการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 22%
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่า ทั้งยอดนำเข้าและส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนก.ค. ต่างก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบในเดือนม.ค. 2522
รายงานของกระทรวงระบุเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญภาวะชะงักงันนั้น เป็นเหตุให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่นจากตะวันออกกลางลดลง 32.8% แต่ในภาพรวม การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 5.5% สู่ระดับ 12.11 ล้านกิโลลิตร เนื่องจากญี่ปุ่นมีความคืบหน้าในการจัดแหล่งพลังงานทางเลือก โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 9 เท่า สู่ระดับ 4.39 ล้านกิโลลิตร
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท





