
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านผิดปกติ ของบุคคลต่างด้าวที่ถือ “บัตรประจำตัวสีชมพู” ว่า โดยขบวนการดังกล่าว อาศัยช่องโหว่ในการสวมสิทธิทะเบียนบ้านของคนต่างด้าวเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำบัตรประจำตัวโดยมิชอบ เช่น การนำสิทธิของเด็กต่างชาติที่เกิดในไทยแต่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว มาสวมสิทธิย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านแทน โดยใช้ใบสูติบัตรที่ยังอยู่ในไทย การย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านทั่วไป รวมถึงขบวนการในลักษณะ “ลูกทิพย์-พ่อทิพย์”
ความผิดปกติดังกล่าวเริ่มตรวจพบชัดเจนในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งพบบ้านหลังหนึ่งพื้นที่เพียงประมาณ 40 ตารางเมตร แต่กลับมีชื่อผู้อยู่อาศัยในทะเบียนบ้านหนาแน่นถึง 40–45 คน และจากการตรวจสอบเขตดินแดงในปี 2567 พบตัวเลขการย้ายเข้าที่ผิดปกติสูงกว่า 2,000 ราย
นายชัชชาติ ระบุว่า ในเบื้องต้น กทม. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว และให้ทุกสำนักงานเขต เร่งตรวจสอบกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยกำหนดให้รายงานผลเบื้องต้นภายในวันศุกร์นี้ (21 ส.ค. 69)
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลในทุกสำนักงานเขตย้อนหลัง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา) พร้อมประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนเชิงลึก เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระหว่างกลุ่มนายหน้าและเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก กทม. มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่สามารถเรียกตรวจเส้นทางการเงินหรือเรียกสอบบุคคลภายนอกได้
“หากการสอบสวนย้อนหลัง พบความเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว กทม. จะดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้น จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ” ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ
นอกจากนี้ กทม. ได้เตรียมทบทวนมาตรการป้องกันและปิดช่องโหว่แก้ไขปัญหาการผูกขาดอำนาจ โดยไม่ให้อำนาจการอนุมัติขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว พร้อมมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขต และหัวหน้าฝ่ายเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และกำหนดให้มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อลดความเสี่ยงการทุจริต
ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิมนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า จะต้องพิจารณาเพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปด้วย เพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รอบคอบและโปร่งใสยิ่งขึ้น
สำหรับกรณีตัวเลขกลุ่มสงสัยประมาณ 3,000 รายนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวเลขจำนวนรายดังกล่าว เนื่องจากตัวเลขนี้ อาจกระจายอยู่ตามบ้านหลายหลัง โดย กทม. จะใช้เกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นจากบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป และเตรียมปรับลดเกณฑ์ตัวเลขลง เพื่อสุ่มตรวจบ้านแต่ละหลังอย่างครอบคลุมและรอบคอบที่สุดต่อไป
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





