
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน มี 3 สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากสุด ได้แก่ 1. การช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน ผ่านการประคับประคองเศรษฐกิจ 2. การเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานทันที โดยเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงต่าง ๆ เร่งนำเสนอโครงการเพื่อการเปลี่่ยนผ่านพลังงาน และ 3. การเร่งลงทุน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจของคนไทย และผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงาน นำทักษะใหม่มาให้คนไทยเรียนรู้ เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น
“การเปลี่ยนผ่าน และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา แต่วันนี้ รัฐบาลพยายามดูแลเศรษฐกิจ K-Shape ซึ่งปัจจุบัน K ขาบนไปได้ค่อนข้างดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ K ขาล่าง คนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ทำไม่ได้ หน้าที่วันนี้ คือ ถ้าเราไม่เกาะ K ขาบน เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย เราจะมีแค่ตัว K ขาล่างอย่างเดียว อยากให้คิดง่าย ๆ ว่า แบบนั้นจะไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ K-Shape แต่จะกลายเป็นเศรษฐกิจแบบ A หางยาวที่ดิ่งอย่างเดียว วันนี้อย่างน้อยเรามี K แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ K ขาบนสามารถถ่ายทอดมาถึง K ขาล่างได้ นี่คือหัวใจที่ต้องให้ความสำคัญ” นายเอกนิติ กล่าว
พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาที่สะสมมานาน โดยล่าสุดในไตรมาส 2/69 ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จากผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เร่งหยุดวงจรวิกฤตดังกล่าว ปัญหาจะเดินหน้าไปสู่วิกฤตของการชะลอการใช้จ่าย และไปสู่ปัญหาการตกงานในที่สุด
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลกระทบดังกล่าว จึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการเดินหน้าออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (26 ส.ค.) จะได้ตอบข้อซักถามถึงความจำเป็นในทุกมิติ โดยรัฐบาลจะมีการยืนยันตัวเลขต่าง ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เครื่องชี้หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในขณะนี้ตรงกับที่ได้คาดการณ์ไว้
“หากเราไม่หยุดวงจรวิกฤตนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ได้เจอแค่วิกฤตปากท้อง การช่วยเหลือ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุง และประคองเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนไว้อยู่ เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยถูกสะสมมานาน เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ จึงเป็นที่มาของการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในครั้งนี้” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าว
พร้อมระบุว่า รัฐบาลยังมุ่งมั่นในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาก็ตาม เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญ และสะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5-6 แสนล้านบาท ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





