ฝ่ายค้าน สอนมวยรัฐ! เปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 เฟส 12 ปี ไม่พึ่งกู้เงิน ขู่ไม่โหวต พ.ร.ก. 4 แสนลบ. หากแจงไม่เคลียร์

ฝ่ายค้านเบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนก้อนหลัง 2 แสนล้านบาท ชี้รัฐบาลฉวยโอกาสใช้ช่องทางพิเศษกู้เงิน อ้างเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยไร้แผนรองรับชัดเจน ย้ำการกู้เงินต้องมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนจริง เสนอทางเลือกระดมทุนโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ พร้อมเปิดเค้าโครง 3 เฟส 12 ปี ยกระดับโครงสร้างพลังงานไทยสู่ Smart Grid

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายในการพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ติดใจในส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาประชาชน เนื่องจากเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ขอตั้งคำถาม และคัดค้านวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่รัฐบาลอ้างว่าใช้เพื่อ “การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน” โดยขอตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้แหล่งเงินกู้พิเศษ เนื่องจากมองว่า รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหาเงินทุน โดยเฉพาะเงินจากรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่าง ๆ

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวินิจฉัยในส่วนของมาตรา 172 วรรค 1 ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในส่วนของวรรค 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วน พร้อมย้ำว่าสมาชิกรัฐสภายังมีอำนาจตรวจสอบ และถ่วงดุลฝ่ายบริหารว่า การใช้ช่องทางพิเศษในการตรา พ.ร.ก. มีความชอบธรรม ถูกต้อง และเหมาะสมหรือไม่

“การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก. ต้องเฉพาะจริง ๆ มีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ เพราะเป็นช่องทางพิเศษที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการในรัฐสภาปกติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

สำหรับเงินกู้ 2 แสนล้านบาทก้อนหลัง ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาทั้งเรื่องความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 172 วรรค 2 และเรื่องวิธีการใช้เงินว่าแผนการลงทุนมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ เพราะการระบุเพียงว่าจะจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดหรือ Solar Rooftop ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามว่า การลงทุนดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อย่างไร

“รัฐบาลต้องชี้แจงแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน เช่น การเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่อาจใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนหลัง คำถามสำคัญคือ แผนจะต้องพูดไปถึงเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในสถานีชาร์จต่าง ๆ การเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ที่ใช้พลังงานสะอาด และพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลลดน้อยลง โดยอยากเห็นแผนที่ชัดเจนว่า ในภาพใหญ่อีก 5-10 ปีต่อจากนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร ช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างไร ไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ โดยนำ 2 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงินเอาไปยัดไส้ในส่วนของเงินเยียวยา โดยอาเงินเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า ไม่มีแผน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

  • ปชน. เสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 เฟส ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

นายณัฐพงษ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเสมอไป แต่สามารถใช้แหล่งเงินทุนจาก ภาคเอกชน, รัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า และกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วได้ โดยพรรคประชาชน มีข้อเสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 เฟส (12 ปี วงเงิน 4 แสนล้านบาท) ซึ่งหากวางโครงสร้างดี รัฐบาลแทบไม่ต้องกู้เงิน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

– เฟส 1 (ปี 2570–2573): ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ กทม. และภาคตะวันออก (คิดเป็น 75% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ)

– เฟส 2 (ปี 2574–2577): ขยายการลงทุนไปภูมิภาคอื่นเพื่อเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด ให้ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า 87% ของประเทศ (53% ของจำนวนผู้ใช้ไฟ)

– เฟส 3 (ปี 2578–2581): ยกระดับสู่ระบบ Smart Grid รองรับการเปิดเสรีพลังงานไฟฟ้า ให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) แลกเปลี่ยนพลังงานสะอาดในอาเซียน

“นอกจากความชัดเจนของแผนแล้ว ต้องการทราบแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับการลงทุนดังกล่าวด้วย เพราะยังมีเงินจากรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้ จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผล และความจำเป็นว่าเหตุใดจึงต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้เชี่ยวชาญ 4 ราย ที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป, ดร.สุปรียา แก้วละเอียด, รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล และดร.สมชัย จิตสุชน ต่างตั้งคำถามถึงความชัดเจนของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาลเช่นกัน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องชี้แจงแผนให้ชัดเจน ก่อนที่สภาฯ จะลงมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้

“หากรัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงแผนการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทก้อนหลังอย่างละเอียด และไม่สามารถตอบได้ว่า เหตุใดจึงไม่ใช้แหล่งเงินทุนอื่น ฝ่ายค้านก็จะไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด