ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าผสมผสานในวันนี้ (27 ส.ค.) หลังจากอินวิเดีย (Nvidia) ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลประกอบการดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายบางส่วนได้รับปัจจัยลบจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์
- ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดเช้าที่ 66,164.19 จุด ลดลง 97.97 จุด หรือ -0.15%
- ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดเช้าที่ 25,544.93 จุด ลดลง 108.04 จุด หรือ -0.42%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีน ปิดเช้าที่ 3,935.99 จุด เพิ่มขึ้น 23.46 จุด หรือ +0.60%
- ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 1.83%
- ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ลดลง 0.93%
อินวิเดียประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสล่าสุด (พ.ค.-ก.ค. 2569) ด้วยรายได้สูงถึง 9.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งยังมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมส่งสัญญาณว่ายอดขายในอนาคตจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง
ด้านกำไรสุทธิพุ่งขึ้นแตะ 5.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 126% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากกำไรราว 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้จากหุ้นในบริษัท AI ต่าง ๆ ที่อินวิเดียเข้าไปถือหุ้นไว้ หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.22 ดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ประเมินไว้ 2.09 ดอลลาร์ต่อหุ้น
เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจพบว่า กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลของอินวิเดีย ซึ่งดูแลทั้งในส่วนของศูนย์ข้อมูล AI, โรงงานประมวลผล AI รวมถึงออเดอร์ชิปจากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ทำรายได้สูงถึง 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พุ่งขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนกลุ่มธุรกิจเอดจ์ คอมพิวติง (Edge Computing) ซึ่งครอบคลุมการผลิตชิปที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ AI ให้กับคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ทำรายได้ไป 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส รายได้ของอินวิเดียเพิ่มขึ้น 18%
นอกจากนี้ อินวิเดียยังประเมินว่า ในไตรมาสปัจจุบัน (ส.ค.-ต.ค. 2569) คาดว่าบริษัทฯ จะมีรายได้พุ่งแตะระดับ 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก และหากทำได้จริงก็จะเท่ากับว่าเพิ่มขึ้น 89% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนความเชื่อมั่นของอินวิเดียที่ว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI จะยังไม่มีการชะลอตัวลงในระยะเวลาอันใกล้ อินวิเดียยังคาดการณ์ด้วยว่า รายได้ในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนม.ค. 2570 จะเติบโตต่อเนื่องอีกประมาณ 70% โดยมองว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวจำกัดยอดขายในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เพราะดีมานด์ลดลง แต่เกิดจากข้อจำกัดในเรื่องซัพพลายเชนที่ผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการ
ขณะที่เมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วน (PCE) ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือนมิ.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 3.3% เช่นกันในเดือนมิ.ย.
ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดทำให้นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ก่อนที่การประชุมเฟดครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 15-16 ก.ย. โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 40% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. เทียบกับระดับ 36% ก่อนที่จะมีการเปิดเผยดัชนี PCE
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันนี้ กำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนในเดือนก.ค. ขยายตัว 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจากระดับ 15.1% ในเดือนมิ.ย. และเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการเติบโตของกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ขณะที่กลุ่มที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ตัวเลขเดือนก.ค. ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรรวมในช่วง 7 เดือนแรก ชะลอตัวมาอยู่ที่ 17.6% ลดลงจาก 18.7% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เผยว่า บริษัทภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากธุรกิจหลักอย่างน้อย 20 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 2.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีกำไรรวมกันแตะ 4.58 ล้านล้านหยวน ในช่วงเดือนม.ค.-ก.ค.
ด้านธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ในการประชุมวันนี้ สู่ระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้ BOK เพิ่งประเดิมขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่งไปเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และการตัดสินใจในวันนี้นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกัน 2 รอบการประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2566 หลังจากที่เคยขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกัน 7 ครั้งยิงยาวมาตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565
โดย ปรียพรรณ มีสุข/ปนัยดา ปัทมโกวิท





