แอสเซท พลัส ชี้จุดเปลี่ยนหุ้นไทย มั่นใจ AI-Data Center ล้างภาพซบเซา หนุน Stock Selection ดักเก็บหุ้นกำไรแกร่ง

บลจ. แอสเซท พลัส มองตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น หลังฟื้นตัวโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปี 69 จากทั้งปัจจัยด้าน Valuation น่าสนใจ กระแสเงินทุนต่างชาติกลับเข้าตลาด Emerging รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองหนุนความเชื่อมั่น ขณะที่การลงทุนด้าน Data Center และ AI Infrastructure กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นและมีโอกาสพัฒนาเป็น New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย พร้อมมองระยะต่อไปผลประกอบการ บจ.เป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนราคาหุ้น ทำให้การคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) มีความสำคัญมากขึ้น ชู 2 กลยุทธ์ลงทุนผ่าน ASP-T12 และ ASP-SME รับโอกาสการเติบโต

นายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ภาพของตลาดหุ้นไทยในปี 2569 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากเผชิญแรงกดดันและถูกลดน้ำหนักการลงทุนมาเป็นระยะเวลาหลายปี โดยการปรับตัวขึ้นของตลาดในรอบนี้ไม่ได้มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนสำคัญเกิดจาก การ Re-rating ของตลาดหุ้นไทยจากฐาน Valuation ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประกอบกับการกลับเข้ามาของกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

“สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่ช่วงต้นปี คือการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินลงทุนทั่วโลก นักลงทุนเริ่มกระจายเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ มายังตลาด Emerging Markets มากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีจุดเริ่มต้นจาก Valuation ที่ค่อนข้างถูก เมื่อประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จึงช่วยให้ Sentiment ต่อตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำไปสู่การ Re-rating ของตลาดในช่วงที่ผ่านมา” นายคมสันกล่าว

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า SET Index ปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 26.3% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิสะสมกว่า 27,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนให้เห็นทั้ง Sentiment และทิศทางกระแสเงินทุนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว บลจ. แอสเซท พลัส มองว่า ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในระยะต่อไปจะเริ่มเปลี่ยนจาก Re-rating ไปสู่การเติบโตของผลประกอบการ (Earnings Growth) มากขึ้น ทำให้โอกาสสร้างผลตอบแทนของหุ้นแต่ละบริษัทมีแนวโน้มแตกต่างกัน และการเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตจะมีความสำคัญมากขึ้น

“ช่วงแรกของการฟื้นตัว เราอาจเห็นตลาดปรับขึ้นจากการ Re-rating ได้ค่อนข้างกว้าง แต่จากนี้ราคาหุ้นจะต้องมีผลประกอบการเข้ามารองรับมากขึ้น เราจึงมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ Stock Selection จะมีบทบาทสำคัญ นักลงทุนต้องมองลึกลงไปว่าบริษัทใดสามารถสร้างกำไรและเติบโตได้จริง รวมถึงบริษัทใดกำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย” นายคมสันกล่าวเสริม

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ บลจ. แอสเซท พลัส ให้ความสำคัญ คือ การลงทุนด้าน Data Center และ AI Infrastructure ในประเทศไทย ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสสร้างแรงส่งไปยังหลายอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 1.47 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรม Digital มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในรอบนี้ ในขณะที่เมื่อเดือนกรกฎาคม BOI ยังอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติม 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งธุรกิจ Data Center วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการด้านพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัวของ Data Center โดยเฉพาะ

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะมีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้น แต่ บลจ. แอสเซท พลัส มองว่า โอกาสการเติบโตในระยะต่อไปอาจไม่ได้กระจายตัวเท่ากันในทุกบริษัท โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นจำนวนหนึ่งได้ตอบรับการฟื้นตัวของ Sentiment ไปแล้ว การพิจารณาคุณภาพของบริษัท แนวโน้มผลประกอบการ และปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวจึงมีความสำคัญมากขึ้น

ภายใต้มุมมองและปัจจัยข้างต้น บลจ. แอสเซท พลัส มองโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ที่ตอบโจทย์นักลงทุนแตกต่างกัน ได้แก่ กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ท็อป 12 (ASP-T12) และ กองทุนเปิด แอสเซทพลัส เอสเอ็มอี (ASP-SME)
สำหรับกองทุน ASP-T12 มุ่งเน้นการคัดเลือกหุ้นเด่นจำนวน 12 บริษัทจากตลาดหุ้นไทย โดยเน้น Best Ideas ที่ทีมผู้จัดการกองทุนมีมุมมองเชิงบวกและเห็นศักยภาพในการเติบโต เหมาะกับภาวะตลาดที่ผลตอบแทนเริ่มมีความแตกต่างระหว่างหุ้นแต่ละบริษัท และการคัดเลือกหุ้นสามารถมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างผลตอบแทนของพอร์ต

ขณะที่กองทุน ASP-SME มุ่งค้นหาโอกาสจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีศักยภาพเติบโต เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงบริษัทที่อาจยังไม่ได้รับความสนใจจากตลาดในวงกว้าง แต่มีโอกาสพัฒนาไปเป็น Growth Company รุ่นใหม่ของตลาดหุ้นไทย ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังควรติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก กระแสเงินทุน และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ บลจ. แอสเซท พลัส มองว่า Fund Flow ต่างชาติ Valuation ที่ยังน่าสนใจ รวมถึงการลงทุนใน Data Center และ AI Infrastructure ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย โดยการคัดเลือกบริษัทพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโต จะเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในระยะต่อไป