
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในซานฟรานซิสโกมีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ว่า กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ (เพนตากอน) ดำเนินการมิชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีการขึ้นบัญชี แอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผู้พัฒนา Claude ให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk) เมื่อช่วงต้นปีนี้
ริตา ลิน ผู้พิพากษาศาลประจำเขตแคลิฟอร์เนียเหนือของสหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นบัญชีดังกล่าวละเมิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยชี้ว่าฝ่ายรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะ “เชือดไก่ให้ลิงดูต่อสาธารณะ” และการตัดสินใจดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันเป็นรูปธรรมรองรับอย่างชัดเจน
ผู้พิพากษาลินระบุในคำพิพากษาว่า ฝ่ายจำเลยอ้างว่า แอนโทรปิกมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์มากขึ้นผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของกระทรวงการสงครามเกี่ยวกับการใช้ AI ทำให้รัฐบาลไม่สามารถไว้วางใจให้บริษัทรับประกันความถูกต้องสมบูรณ์และความปลอดภัยของโมเดล AI ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษากล่าวต่อว่า ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายของรัฐบาลกลางที่ฝ่ายจำเลยยกขึ้นมาอ้าง ไม่ได้ให้อำนาจกำหนดบทลงโทษในวงกว้าง เพียงเพราะบริษัทวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของรัฐบาล
ข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นขึ้นในเดือนมี.ค. หลังเพนตากอนขึ้นบัญชีแอนโทรปิกเป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งทำให้บริษัทถูกมองว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายหลังการเจรจาเกี่ยวกับการนำ Claude ไปใช้ในภารกิจทางทหารไม่สามารถหาข้อยุติได้
แอนโทรปิกต้องการหลักประกันว่า Claude จะไม่ถูกนำไปใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หรือใช้เพื่อสอดส่องประชาชนภายในประเทศในวงกว้าง ขณะที่เพนตากอนต้องการให้เปิดทางใช้งาน Claude ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดสำหรับวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด
หลังการเจรจาล้มเหลว แอนโทรปิกกลายเป็นบริษัทสหรัฐฯ รายแรกที่ถูกประกาศชื่ออย่างเป็นทางการว่าเป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” ส่งผลให้บริษัทคู่สัญญาของกระทรวงฯ ไม่สามารถนำเทคโนโลยีของแอนโทรปิกไปใช้ในงานที่ทำร่วมกับเพนตากอนได้
แอนโทรปิกจึงยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ทั้งในซานฟรานซิสโกและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยเพนตากอนใช้ฐานคำสั่งขึ้นบัญชี 2 ฐานที่แยกจากกัน ทำให้คดีต้องแยกพิจารณาในศาล 2 แห่ง
แม้คำตัดสินของผู้พิพากษาลินถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของแอนโทรปิก แต่คดีที่ฟ้องร้องในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ทำให้ในทางเทคนิคแล้ว บริษัทยังคงมีสถานะเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานจนกว่าคดีดังกล่าวจะได้ข้อยุติ
ทั้งนี้ แอนโทรปิกได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับคำตัดสิน โดยระบุว่าบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำ AI มาใช้ยกระดับความมั่นคงแห่งชาติและสร้างประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันทุกคน
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





