
สำนักพระราชวัง ณ กรุงออสโล แถลงอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ (King Harald V) เสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อเวลา 06.35 น. ของวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 11.35 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ณ โรงพยาบาลแห่งชาติ กรุงออสโล สิริพระชนมพรรษา 89 พรรษา ภายหลังเสด็จประทับรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic Anemia) ซึ่งเป็นโรคทางระบบโลหิตวิทยาที่พบได้ยากมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า
เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมาร พระราชโอรส จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ท่ามกลางความอาลัยของพสกนิกรต่อการสูญเสียกษัตริย์ผู้ทรงปฏิรูปและครองใจประชาชนตลอดระยะเวลา 35 ปีบนราชบัลลังก์
สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นอร์เวย์พระองค์แรกที่ประสูติบนแผ่นดินนอร์เวย์นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ตลอดการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำการปฏิรูปผู้ได้รับความนิยมอย่างสูง ทรงปรับเปลี่ยนสถาบันกษัตริย์ให้ก้าวทันยุคสมัย ทรงแหวกม่านประเพณีด้วยการอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชน และทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติในยามที่นอร์เวย์เผชิญวิกฤตการณ์ครั้งประวัติศาสตร์
เมื่อมกุฎราชกุมารโฮกุนอภิเษกสมรสกับ เมตเต-มาริต ในปี พ.ศ. 2544 กษัตริย์และพระราชินีทรงอ้าแขนรับ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี บุตรชายวัย 4 ขวบของเธอจากการสมรสครั้งก่อนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แม้สำนักพระราชวังจะย้ำว่าเขาไม่มีฐานันดรศักดิ์ในราชวงศ์ก็ตาม
แม้จะมีผู้มองว่าพระองค์ทรงผ่อนปรนต่อการตัดสินใจส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัวมากเกินไป แต่นักวิเคราะห์มองว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นำที่เน้นการพูดคุยทำความเข้าใจมากกว่าการใช้อำนาจออกคำสั่งที่รุนแรง กระทั่งเมื่อพระพลานามัยเริ่มถดถอย พระองค์จึงทรงลดการปฏิบัติพระราชกรณียกิจสาธารณะลงเป็นการถาวรตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2567 และทรงรับการรักษาด้วยคอร์ติโซนสำหรับโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ก่อนจะเสด็จเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้เจ้าชายโฮกุนปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในช่วงปี พ.ศ. 2569 ราชวงศ์นอร์เวย์ต้องเผชิญมรสุมปัญหาพระพลานามัยและข่าวอื้อฉาวหลายระลอกที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณชน ทั้งการพิจารณาคดีของ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ซึ่งศาลในกรุงออสโลพิพากษาจำคุก 4 ปี ในความผิดหลายกระทงรวมถึงคดีข่มขืนเมื่อเดือนมิถุนายน โดยเขาได้ยื่นอุทธรณ์และเพิ่งเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ข้างพระแท่นประชวรของกษัตริย์ฮารัลด์ก่อนพระองค์เสด็จสวรรคต
นอกจากนี้ ก่อนหน้าการพิจารณาคดีเพียงไม่กี่วัน มีการเปิดเผยเอกสารชี้ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระมารดา มีการติดต่อกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศบ่อยครั้ง จนพระองค์ต้องทรงออกมาขอพระราชทานอภัยโทษต่อกษัตริย์ฮารัลด์และพระราชินีซอนยา พร้อมยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและปรารถนาว่าจะไม่เคยพบเอปสตีน
อีกทั้งเพียง 2 วันหลังคดีของบุตรชายเสร็จสิ้น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ยังต้องเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดจากโรคพังผืดสะสมในปอด (Pulmonary Fibrosis) ชนิดหายากที่ตรวจพบเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งแพทย์ระบุว่าจะต้องใช้เวลาเฝ้าระวังอาการให้คงที่อีกอย่างน้อย 1 ปี ทำให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านราชบัลลังก์ที่ท้าทายไปพร้อมกับการดูแลพระชายา
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้คะแนนนิยมของสถาบันกษัตริย์ลดลงจาก 72% ในปี พ.ศ. 2567 เหลือเพียง 54% จากผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อัฟเทนโพสเตน (Aftenposten) ขณะที่ผลสำรวจบางแห่งชี้ว่าชาวนอร์เวย์เกือบครึ่งหนึ่งมองว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ไม่เหมาะสมที่จะขึ้นเป็นพระราชินีอีกต่อไป แม้กษัตริย์โฮกุนจะมีแนวโน้มยืนยันสถานะของพระชายาก็ตาม
ทว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์แทบไม่เคยพุ่งเป้าไปที่กษัตริย์ฮารัลด์โดยตรง และประชาชนยังคงมีความรักความผูกพันต่อพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลาย
แม้กษัตริย์โฮกุนจะเผชิญคำถามถึงปัญหาในครอบครัวที่จะติดตามพระองค์ไปในฐานะประมุข แต่พระองค์ก็ได้แสดงภาวะผู้นำและรับมือสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี โดยยุทธศาสตร์การแยกราชวงศ์ออกจากคดีความของมาริอุสถือว่าประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่
แม้จะยังมีการจับตาเอกสารคดีเอปสตีนอยู่ต่อไป แต่ขณะนี้ความสนใจของชาวนอร์เวย์ทั้งประเทศได้มุ่งสู่การรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง และร่วมส่งกำลังใจสนับสนุนกษัตริย์พระองค์ใหม่ในการนำพาสถาบันกษัตริย์ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





