
ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารไซแอนซ์ (Science) เมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) พบว่า ความผันผวนของอุณหภูมิที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความรุนแรงยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ๆ ที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 1,000 ปีในช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ข้อค้นพบนี้เพิ่มน้ำหนักให้แก่หลักฐานที่ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนอาจกำลังเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (ENSO) ซึ่งเป็นวัฏจักรภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก
ผลการศึกษาชี้ว่า ความผันผวนของ ENSO ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สูงกว่าช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมากกว่า 36% โดยการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงราว 40 ปีที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ ENSO ครอบคลุมทั้งช่วง “เอลนีโญ” ที่สภาพอากาศอบอุ่นขึ้น และ “ลานีญา” ที่อากาศหนาวเย็นลง ซึ่งทั้งสองรูปแบบสามารถส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในพื้นที่ที่ไกลออกไปจากมหาสมุทรแปซิฟิก อันนำไปสู่ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และกระทบต่อภาคการเกษตรในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ความผันผวนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลังนี้ มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากปรากฏการณ์เอลนิโญที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการปรับตัวสูงขึ้นของอุณหภูมิโลก
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การค้นพบดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหม่ได้ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่งองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีกำลังแรงขึ้น และมีความเป็นไปได้สูงกว่า 90% ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือประจำปี 2569-2570
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในวารสารดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่าเอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะรุนแรงขึ้นทุกครั้ง แต่เตือนว่าความผันผวนของ ENSO ในแปซิฟิกฝั่งตะวันออกช่วงที่ผ่านมา ได้ทะลุเพดานขอบเขตที่เคยบันทึกไว้ในโครงสร้างปะการังตลอดหลายศตวรรษก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมไปแล้ว
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





