KTAM ผนึก Dime เสิร์ฟกองทุนใหม่ลุยดัชนี NASDAQ พ่วง Covered Call Strategy เปิดขาย 1-9 ก.ย.

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในดัชนี Nasdaq-100 ยังคงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว อ

ย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดในบางช่วงเวลาอาจมีความก้ำกึ่ง ทรงตัว หรือปรับตัวขึ้นในระดับปานกลาง (Mild Bull Market) ซึ่งอาจทำให้การลงทุนในบางสินทรัพย์เกิดความเคลื่อนไหวในกรอบแคบและเติบโตได้ช้า KTAM จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิดเคแทม Nasdaq Equity Premium Income (KT-JEPQ) (ความเสี่ยงระดับ 6) โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 – 9 ก.ย. 69 นี้ ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน KTAM Smart Trade และ Dime

KT-JEPQ เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan ETFs (Ireland) ICAV – Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่ม Nasdaq 100 พร้อมสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายสัญญาสิทธิซื้อหลักทรัพย์ และ/หรือการขายสัญญาสิทธิซื้อบนดัชนีหลักทรัพย์ (Covered Call Strategy)

ความโดดเด่นของกองทุนหลัก มาจากการบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก J.P. Morgan Asset Management ที่มีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active Strategy) ที่ผสานการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกับเทคโนโลยี Data Science ในการคัดเลือกหุ้นผู้นำนวัตกรรมตัวท็อปประมาณ 60 – 90 บริษัทในดัชนี Nasdaq-100 พร้อมทั้งจัดพอร์ตการลงทุนในลักษณะเชิงป้องกัน (Defensive) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พอร์ตมีความผันผวน (Volatility) ต่ำกว่าดัชนีตลาดโดยทั่วไปทั้งในสภาวะที่ตลาดทรงตัวและตลาดขาขึ้นปานกลาง (Sideways & Mild Bull Market)

นอกจากนี้ กองทุนได้มีการลงทุนในออปชันที่มีอายุสั้นเพียง 1 เดือน จึงทำให้กองทุนลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลกในการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69 / กรอบการลงทุนและเป้าหมายการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก)

สำหรับกลไกการสร้างผลตอบแทนโดยรวม (Total Return) ของกองทุนหลักนี้ ถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 แหล่งรายรับสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนสุทธิจากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในพอร์ต รายได้จากเงินปันผลของบริษัทที่เข้าลงทุน (Dividends) และรายได้จากค่าเบี้ยประกันออปชัน (Options Premium) ผ่านกลยุทธ์การขายสัญญา Out-of-the-money Call Option บนดัชนี Nasdaq-100 อย่างมีวินัยในทุกสัปดาห์ (Weekly Options Rolling) ซึ่งโดยเฉลี่ยราคาใช้สิทธิจะสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 2.5% ทำให้กองทุนมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอด้วยการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto-redemption) สูงสุดไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ทุกวันที่ 10 ของเดือน ในกรณีที่เป็นวันหยุด บริษัทฯ จะทำรายการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติให้ในวันทำการซื้อขายถัดไป

ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้กองทุนสร้างข้อได้เปรียบแกร่งในทุกสภาวะตลาด โดยในสภาวะตลาดทรงตัวหรือขาขึ้นปานกลาง รายรับจากค่าพรีเมียมและเงินปันผล จะถูกนำมาสะสมเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนสะสม ขณะเดียวกันในสภาวะตลาดขาลงหรือผันผวน กระแสรายได้จากค่าพรีเมียมออปชันและพอร์ตเชิงป้องกัน (Defensive) จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงและลดทอนผลกระทบขาลงให้แก่กองทุนในระยะยาว

โดยข้อมูลจาก J.P. Morgan Asset Management ณ วันที่ 31 ก.ค. 69 กองทุนหลักมีการกระจายสัดส่วนการลงทุนหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเบื้องต้นได้กระจายไปยัง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี Nasdaq 100 ประกอบด้วย กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) 55.8%, กลุ่มบริการการสื่อสาร (Communication Services) 13.3%, กลุ่มบริการผู้บริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) 11.4%, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน (Consumer Staples) 6.0% และกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) 4.1% (สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก)

“ในสภาวะตลาดที่มีความก้ำกึ่งและผันผวน การลงทุนในดัชนีแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดในโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกต่อไป กองทุนเปิด KT-JEPQ จึงถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการลงทุนและโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มหุ้นนวัตกรรมชั้นนำของโลก เช่น Nvidia, Apple และ Microsoft ในเวอร์ชันที่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงระดับสากลอย่างชาญฉลาด มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนสะสมควบคู่ไปกับการจำกัดความเสี่ยงขาลงอย่างมีวินัย เพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนโดยรวมที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”นางชวินดา กล่าว

ข่าวล่าสุด