
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้นทั่วโลกในวันนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นเช่นกัน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้น 0.03% สู่ระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 0.06% แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีที่ 1.81%
ส่วนในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นมากกว่า 0.09% สู่ระดับ 5.2341% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2008 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตการเงินโลก
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 5.8856% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 1998
ด้านพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.03% สู่ระดับ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นแตะ 2.9496% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 2 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2024
อย่างไรก็ดี นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ไม่ได้แสดงความกังวลมากนักเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 ที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา วานนี้ว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังคงเป็นตลาดที่มีการปรับตัวดีที่สุดในโลก พร้อมชี้ว่า ฟิทช์ เรตติงส์ ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA+ ของตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเกิดขึ้น หลังจากสหรัฐและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันในตลาดโลก ดีดตัวขึ้น 1.75% มาอยู่ที่ 92.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI พุ่งขึ้น 2.27% มาอยู่ที่ 87.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายสตีฟ อิงแลนด์เดอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินกลุ่ม G10 กล่าวว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ดำเนินมาเป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรลดลงประมาณ 40% ได้เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร
นายอิงแลนด์เดอร์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว CNBC ในวันนี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรตลอดทุกช่วงอายุยังคงมีแนวโน้มถูกกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเสริมว่า สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
“ทุกประเทศต่างก็มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ผมไม่คิดว่าจะมีเหตุผลอะไรให้เราเฉลิมฉลอง” นายอิงแลนด์เดอร์กล่าว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




