ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ กังวลเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันอังคาร (1 ก.ย.) โดยถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซนตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า

  • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 647.46 จุด ลดลง 3.64 จุด หรือ -0.56%
  • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,301.85 จุด ลดลง 32.65 จุด หรือ -0.39%
  • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,970.11 จุด ลดลง 288.00 จุด หรือ -1.10%
  • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,789.28 จุด ลดลง 34.98 จุด หรือ -0.32%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีครั้งใหม่ ขณะที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย และข้อมูลระบุว่าเงินเฟ้อในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นเกิน 3% จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์มากขึ้นว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551

ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยสัญญาซื้อขายก๊าซมาตรฐานของเนเธอร์แลนด์และอังกฤษปรับตัวขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน ส่งผลให้เกิดความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับภาวะอุปทานหยุดชะงักเป็นเวลานาน

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า หลังจากนักลงทุนให้ความสนใจกับหุ้นและรายได้จากการถือครองหุ้นมาเป็นเวลานาน ขณะนี้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อยในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นเริ่มกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะกลับมาเพิ่มขึ้น

ถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีท่าทีเข้มงวดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลกจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

กิจกรรมภาคการผลิตของยูโรโซนขยายตัวในเดือนส.ค.ในอัตราเร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 และการผลิตที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ตามผลสำรวจของ S&P Global

สัญญาณเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่นและผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่งช่วยหนุนดัชนี STOXX 600 ให้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนส.ค. อย่างไรก็ตาม ดัชนีได้ปรับตัวลงประมาณ 2% นับตั้งแต่นั้น

หุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายเหนือระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

หุ้น Novartis พุ่งขึ้น 6.3% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังบริษัทผู้ผลิตยาของสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า ยารักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งชนิดรับประทาน remibrutinib บรรลุเป้าหมายหลักในการทดลองระยะสุดท้าย 2 โครงการ และให้ผลดีกว่าการรักษาของคู่แข่ง

หุ้น Reckitt Benckiser Group พุ่งขึ้น 4.4% หลังคณะลูกขุนในสหรัฐฯ ตัดสินเข้าข้างบริษัท Mead Johnson ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของบริษัท ในคดีที่กล่าวหาว่า นมผง Enfamil สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนดของบริษัทเป็นสาเหตุของโรคลำไส้รุนแรง

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช