ธนาคารกรุงศรี (BAY) เชื่อ กนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี 2569 มองโอกาสขึ้น-ลงยากเหตุพื้นที่ทำนโยบายมีจำกัด พร้อมชี้การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ควบคู่ดึง FDI ยกระดับการแข่งขัน พาเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม”โตต่ำ-โตไม่ทั่วถึง” เก็งเงินบาทช่วงปลายปีแนวโน้มแข็งค่า มองกรอบ 32.25-33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยเชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดียวกับปัจจุบันที่ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับประเทศอื่น แต่เมื่อมองในบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยเองแล้ว ถือว่ามีความเหมาะสม
“ต้องบอกว่าระดับ 1% จะขึ้นก็อาจจะยาก จะลงจากระดับนี้ ก็ยากเช่นเดียวกัน พื้นที่ในการทำนโยบายค่อนข้างจำกัด แล้วเราก็มองว่าจริง ๆ แล้ว ความท้าทายด้านนโยบายของไทยในระยะถัดจากนี้ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่เท่าไร แต่จะอยู่ที่ประสิทธิผลของมาตรการ และนโยบายโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจมากกว่า” น.ส.รุ่ง ระบุ
อย่างไรก็ดี การประชุม กนง.ในแต่ละครั้ง การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นกับทิศทางของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อในขณะนั้นว่ามีสัญญาณจะไปในทิศทางใด ซึ่งในระยะหลังนี้ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดพลังงาน และตลาดพันธบัตร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งฝั่งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งความผันผวนของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมมายังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
“เชื่อว่าแบงก์ชาติก็มองว่าระดับดอกเบี้ยที่ 1% ก็ค่อนข้างผ่อนคลายมากแล้ว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยเครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย ก็คือไม่ตอบโจทย์นั่นเอง การลดดอกเบี้ย หรือว่าขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม ไม่ได้ทำให้ของถูกลง หรือว่าไม่ได้ทำให้ทักษะแรงงานของไทยพัฒนาขึ้น” น.ส.รุ่ง กล่าว
พร้อมมองว่า การเลือกใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาหลายมาตรการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้หนี้ให้กลุ่มเปราะบาง, การเสริมสภาพคล่องให้กลุ่ม SMEs การเพิ่มผลิตภาพต่าง ๆ เหล่านี้ ถือว่ามีความเหมาะสมมากกว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลักที่เปรียบเหมือนเป็นการเหวี่ยงแห เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดเท่าที่ควร นอกจากนี้ การมีมาตรการทางด้านการคลังเข้ามาช่วยเสริม เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศก็เป็นเรื่องดี เพียงแต่เป็นการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น
* การยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ช่วยดึงศก.พ้นหล่ม “โตต่ำ โตไม่ทั่วถึง”
สิ่งที่ประเทศต้องการเห็น คือเรื่องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในระยะกลางถึงระยะยาว ดังนั้น มองว่าเรื่องของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็มีส่วนช่วยเสริมได้ เช่น การส่งผ่านความรู้ การพัฒนาทักษะความสามารถต่าง ๆ ของประเทศ เหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากหล่มที่ว่า “โตต่ำ และโตไม่ทั่วถึง” ได้
น.ส.รุ่ง ยังให้ความเห็นด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึง มี 2 มิติหลัก กล่าวคือ มิติแรก จะเห็นว่า GDP ของไทยที่ประกาศออกมาโดยสภาพัฒน์ ในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตได้ 2.4% ซึ่งดูเหมือนจะค่อนข้างดีนั้น แต่หากเข้าไปดูองค์ประกอบจะเห็นว่าภาคการลงทุน และภาคส่งออก มีความแข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ส่วนมิติที่ 2 คือเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือ ถ้าเป็นกลุ่มเปราะบาง, ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงภาคครัวเรือนที่มีรายได้ไม่มากนัก การเข้าถึงสินเชื่อจะทำได้ยากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง
ดังจะเห็นได้จากข้อมูลสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัวได้ 2.0% ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6% เป็นสำคัญ ในขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภค ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยในส่วนของสินเชื่อ SMEs หดตัว -4.6% ติดลบต่อเนื่องมาถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปี ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ที่เป็นสินค้าในหมวดอาหารสด และมีน้ำหนักสำคัญต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อให้เร่งตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวก็ตาม จะทำให้ กนง.ยังสามารถมองข้าม (Look through) เงินเฟ้อที่สูงขึ้นชั่วคราวนี้ไปได้จนถึงระดับไหน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายนั้น น.ส.รุ่ง ชี้ว่า ความอดทนต่อเงินเฟ้อของผู้ดำเนินนโยบายการเงินก็แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งของไทยจะมีประเด็นหลัก คือเศรษฐกิจยังคงเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ อีกทั้งยังเติบโตอย่างไม่ทั่วถึงด้วย ดังนั้น เรื่องของการมองข้ามเงินเฟ้อ เชื่อว่า กนง. น่าจะดูหลายส่วนประกอบกัน และคงจะไม่ได้มีตัวเลขอยู่ในใจว่าเงินเฟ้อต้องสูงถึงเท่าไร หรือเศรษฐกิจไทยขยายตัวไปถึงระดับเท่าใด จึงจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
“หากย้อนกลับไปดูในรอบหลายปีที่ผ่านมา ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลงเรื่อยมา จนในที่สุด แบงก์ชาติบอกว่าอาจจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้า 2.7% ปุ๊บ เขาจะต้องขึ้นดอกเบี้ยได้เลยเพื่อที่จะคุมเงินเฟ้อ อาจจะต้องดูหลายอย่างพร้อมกัน ว่า GDP 2.7% สามารถที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงมีการส่งผ่านเงินเฟ้อไปยังราคาสินค้าและบริการ มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าจ้างต่าง ๆ เหล่านี้ นี่ยังไม่นับรวมถึงภาวะทางการเงิน ซึ่งภาคธุรกิจขนาดใหญ่เราเห็นได้ว่าสินเชื่อเขาเติบโต แต่กลุ่มเปราะบางสินเชื่อหดตัว ซึ่งหมายความว่าภาวะทางการเงินยังคงตึงตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องค่าเงิน เช่น กรณีของอินโดนีเซีย ที่ช่วงหนึ่งเงินรูเปียห์อ่อนค่าเร็วมาก แล้วมีกระแสเงินทุนไหลออก จนทำให้ขาดเสถียรภาพ แบงก์ชาติอินโดนีเซียต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน แต่ในกรณีของเงินบาท เรายังไม่เห็นภาพนั้น และคิดว่าเป็นคนละกรณีกันด้วย” น.ส.รุ่ง ระบุ
*คาดกรอบบาทสิ้นปี 32.25-33.75 บาท/ดอลลาร์ จับตาหลายปัจจัยชี้นำ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น น.ส.รุ่ง กล่าวว่า ก่อนสิ้นปีนี้ เงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเรื่องของดอกเบี้ยเฟดเป็นสำคัญ ซึ่งหากการจ้างงานของสหรัฐฯ เสียแรงส่งเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ว่าตลาดก็จะปรับมุมมองจากที่เคยคิดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ก็อาจจะกลายเป็นคงดอกเบี้ยไว้ตามเดิมได้ โดยในส่วนของเงินบาทนั้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กรุงศรีให้กรอบไว้ที่ 32.25 – 33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่เข้ามาชี้นำ ได้แก่ 1.มุมมองที่ตลาดมีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ก็มีการกลับไปกลับมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศออกมา 2. เรื่องของ Sentiment ค่าเงินดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า นโยบายการคลังในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.ของสหรัฐฯ 3.เรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 16,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นมากในเดือนเม.ย. จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง
4.ภาคส่งออกที่เติบโตสูง ซึ่งได้รับอานิสงส์กับห่วงโซ่อุปทานของ AI และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของโลก 5.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งในปีนี้นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตราสารสกุลเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น รวมถึงตลาดพันธบัตรไทย รวมกันประมาณ 70,000 ล้านบาท และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็นสัญญาณบวกมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มียอดขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เติบโตถึง 80% แตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท
*เก็งปีนี้ เฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง
ส่วนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยโลกตอนนี้ น.ส.รุ่ง มองว่า ในปี 2569 ตลาดพันธบัตรโลกมีความผันผวนสูง เนื่องจากมุมมองของตลาดที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก หรือแม้แต่ธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ ปรับตัวอย่างผันผวน โดยหลังจากที่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนพลังงานต่าง ๆ เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก ซึ่งในช่วงต้นปี นักลงทุนมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) อาจจะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง
แต่หลังจากต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงินเฟ้อ แม้ว่าจะมาจากทางด้านต้นทุนก็ตาม แต่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองที่ยังพอไปได้ จึงทำให้ตลาดปรับมุมมองกลายเป็นว่า ปีนี้เฟดมีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง
“สำหรับกรุงศรี ยังคงมองว่าเฟด น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่ว่าคงขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน รวมถึงเงินเฟ้อ” น.ส.รุ่ง กล่าวในท้ายสุด
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





