
นายจ้างในสิงคโปร์มีแนวโน้มระมัดระวังเรื่องการขึ้นค่าจ้างมากขึ้นในปี 2570 โดย 51% ของบริษัทที่สำรวจมีแผนตรึงค่าจ้างหรือปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราที่น้อยลง เพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2569 ขณะที่บริษัทที่มีแผนขึ้นเงินเดือนลดลงเหลือ 49% จาก 51% ในปี 2569
ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยสมาพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National Employers Federation – SNEF) ระหว่างเดือนมิ.ย.-ส.ค. 2569 โดยสำรวจบริษัท 320 แห่งที่มีพนักงานรวมเกือบ 160,000 คน ครอบคลุม 20 อุตสาหกรรม
SNEF ระบุในแถลงการณ์วันนี้ (3 ก.ย.) ว่า ผลสำรวจสะท้อนว่านายจ้างยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับแนวโน้มค่าจ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ท่ามกลางต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจ
สำหรับบริษัทที่จ้างแรงงานค่าจ้างต่ำ นายจ้าง 86% ยังคงมีแผนปรับขึ้นฐานเงินเดือนในปี 2570 แม้สัดส่วนดังกล่าวลดลงจาก 96% ในปี 2569 ขณะที่อีก 14% มีแผนตรึงค่าจ้าง
ในด้านการจ้างงาน นายจ้าง 54% ไม่มีแผนเพิ่มจำนวนพนักงานสำหรับปี 2570 ขณะที่ 40% มีแผนเพิ่มจำนวนพนักงาน และอีก 6% มีแผนลดจำนวนพนักงาน ซึ่งลดลงจาก 8% ในผลสำรวจปี 2568
ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งของนายจ้างในปี 2569 โดย 83% ของบริษัทระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาหลัก เพิ่มขึ้นจาก 79% ในปีก่อน
ขณะเดียวกัน บริษัทที่กังวลเกี่ยวกับต้นทุนการยกระดับทักษะและการฝึกทักษะใหม่ให้กับพนักงาน เพื่อรองรับความต้องการด้านธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 30% จาก 23% ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม นายจ้างจำนวนมากขึ้นมีแผนให้ความสำคัญกับการสำรวจ การนำมาใช้ และการพัฒนาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสถานที่ทำงาน โดยสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 48% ในปี 2570 จาก 39% ในปี 2569
คัวห์ บุน วี รองประธานคณะมนตรี SNEF กล่าวว่า นายจ้างจำนวนมากยังคงลงทุนในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน การออกแบบงานใหม่ และการนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่น่ายินดี
SNEF ระบุว่า ภาวะตึงตัวของตลาดแรงงานผ่อนคลายลงจากปีก่อน โดยมีบริษัทจำนวนน้อยลงที่ประสบปัญหาในการดึงดูดและรักษาบุคลากรกลุ่มวิชาชีพ ผู้จัดการ ผู้บริหาร และช่างเทคนิค (PMETs) รวมถึงบริษัทที่กังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
แม้การแข่งขันด้านแรงงานจะลดความรุนแรงลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การดึงดูดบุคลากรที่เหมาะสมยังคงเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งด้านทรัพยากรบุคคลของนายจ้าง โดยอยู่ที่ 59%
ในด้านแนวโน้มธุรกิจ SNEF ระบุว่า สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2569 โดยสัดส่วนนายจ้างที่คาดว่าแนวโน้มธุรกิจในปี 2570 จะมีความไม่แน่นอนลดลงเหลือ 63% จาก 72% ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มธุรกิจยังแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคส่วน โดยธุรกิจที่มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศบางส่วนได้รับประโยชน์จากความต้องการจากต่างประเทศและความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ เช่น ค้าปลีกและบริการอาหารและเครื่องดื่ม กำลังเผชิญกับความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
SNEF ระบุว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจรูปตัว K (K-shaped economy) ของสิงคโปร์ โดยภาคธุรกิจที่จ้างแรงงานค่าจ้างต่ำในสัดส่วนสูงและพึ่งพาความต้องการภายในประเทศมากกว่า กำลังเผชิญแรงกดดันด้านธุรกิจและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





