รัฐบาลทำจริง! นโยบาย “ทหารอาสา” ชวนคนรุ่นใหม่สมัครรับใช้ประเทศ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาระบบการรับราชการทหารไปสู่ระบบสมัครใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภาแล้วผลักดันสู่การปฎิบัติจริง โดยในปีงบประมาณ 2570 กองทัพบก จะดำเนินโครงการทหารอาสา (ทอส.) เปิดโอกาสให้กำลังพลสำรอง เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามความสมัครใจ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจ และเส้นทางอนาคตให้ผู้สมัคร เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นทั้งการทำหน้าที่เพื่อประเทศและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ 4 โอกาสสำคัญ ได้แก่

  1. โอกาสมีรายได้และสวัสดิการ ได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง รวม 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิรักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีบ้านประสบภัยธรรมชาติ และประกันชีวิต
  2. โอกาสพัฒนาตนเองและทักษะ ได้รับการฝึกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง เสริมสร้างระเบียบวินัย สมรรถภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานต่อไป
  3. โอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ สามารถพัฒนาความรู้ เพิ่มวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพหลังพ้นหน้าที่
  4. โอกาสต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต มีโอกาสเข้าสู่เส้นทางรับราชการ โดยได้รับโควตาพิเศษในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก และคะแนนเพิ่มพิเศษภาควิชาการในการสอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบก รวมถึงสามารถนำทักษะและประสบการณ์ไปต่อยอดการทำงานในภาคเอกชนหรือประกอบอาชีพส่วนตัว

สำหรับผู้สนใจ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 – 24 มกราคม 2570 สมัครได้ 2 ช่องทาง คือ สมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ rcm.rta.mi.th หรือ สมัครด้วยตนเองที่หน่วยทหารที่เปิดรับสมัครทั่วประเทศ รวมถึงสำนักงานสัสดีอำเภอ และสำนักงานสัสดีจังหวัด

โครงการเปิดรับผู้สำเร็จการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (รด. ปี 3–5) และทหารกองหนุน หรือพลทหารที่ปลดประจำการแล้ว โดยตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตร กำหนดวุฒิปริญญาตรี อายุ 18–35 ปี และตำแหน่งนายทหารประทวน วุฒิ ม.6 หรือ ปวช. อายุ 18–30 ปี ผู้สมัครสามารถเลือกหน่วยและตำแหน่งที่เปิดรับตามคุณสมบัติที่กำหนด ทำสัญญาครั้งละ 4 ปี และต่อสัญญาได้ 1 ครั้ง รวมไม่เกิน 8 ปี

“รัฐบาลเร่งผลักดันทุกนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาสู่การปฏิบัติ สำหรับนโยบายทหารอาสานั้น ให้ประโยชน์ทั้งกับประชาชน และประเทศ เพราะนอกจากผู้สมัคร จะได้รับโอกาสทั้งรายได้ ทักษะ การศึกษา และอาชีพ ประเทศจะได้กำลังพลที่เข้ามาด้วยความสมัครใจ มีแรงจูงใจ และสามารถคัดเลือกให้ตรงกับภารกิจของกองทัพมากขึ้น เป็นการปรับระบบกำลังพลให้มีขนาด และองค์ประกอบเหมาะสมกับภารกิจ ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ทหารตามลำดับ และช่วยให้การใช้ทรัพยากร และงบประมาณด้านกำลังพลของรัฐ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” โฆษกรัฐบาล ระบุ

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์