
เจแอลแอล (JLL) บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า กระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เฟื่องฟูได้สร้าง “การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย” ในด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า ขณะที่ความจุของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในปี 2573
เจแอลแอลคาดการณ์ว่า ความจุของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 57 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2573 จากระดับ 32 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและการขยายตัวของระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ได้ผลักดันให้เกิดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เชื่อถือได้กลายเป็นภาวะคอขวดที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ AI
เจแอลแอลระบุว่า การเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ได้ก่อให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย” ในด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยขณะนี้หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคต่างคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากตัวเลขการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ระยะเวลาการรอคิวเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าในบางภูมิภาคได้ยืดออกไปนานถึง 4 ปีหรือมากกว่านั้น
นอกจากนี้ เจแอลแอลระบุว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังแซงหน้าการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้าด้วยส่วนต่างที่มีนัยสำคัญในหลายตลาด
ขณะเดียวกัน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI กำลังผลักดันให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับความต้องการประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก Digital in Asia ระบุว่า ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 2,000 แห่ง ครอบคลุมตลาดหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้อยแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมากกว่า 1,000 โครงการที่อยู่ในขั้นตอนการวางแผนพัฒนา โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าการลงทุนในกลุ่มนี้อาจสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
ขณะที่ข้อมูลจาก China Academy of Information and Communications Technology ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในตลาดสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดรวมมากกว่า 4.4 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 10 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยสิงคโปร์มีขนาดกำลังการผลิตมากกว่า 1.4 กิกะวัตต์ ตามด้วยมาเลเซีย 1.063 กิกะวัตต์, อินโดนีเซีย 900 เมกะวัตต์ และไทย 620 เมกะวัตต์
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข





