รัฐบาลสหรัฐฯ จวกยับ “Ford” จับมือบริษัทจีน ชี้กระทบความมั่นคงของชาติ

รัฐบาลสหรัฐฯ ออกโรงตำหนิบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ (Ford Motor) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) กรณีจับมือทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติจีน โดยระบุว่าการเป็นพันธมิตรดังกล่าวสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมเรียกร้องให้ฟอร์ดตัดสัมพันธ์กับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ แคทแอล (CATL) ตลอดจนค่ายรถยนต์อย่างจี๋ลี่ (Geely) และบีวายดี (BYD)

ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึง จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของฟอร์ด ระบุว่า ทางกระทรวงฯ กังวลอย่างยิ่งที่ฟอร์ดพึ่งพาสิทธิการใช้เทคโนโลยีจาก CATL ที่โรงงานในเมืองมาร์แชลล์ รัฐมิชิแกน พร้อมย้ำว่า CATL ถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำว่าเป็นบริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับกองทัพจีน

นอกจากนี้ ดัฟฟียังวิจารณ์ฟอร์ดที่ไม่ยอมย้ายฐานการผลิตรถยนต์รุ่น Lincoln Nautilus จากจีนกลับมายังสหรัฐฯ จนถึงปี 2573 ทำให้บริษัทยังคงต้องพึ่งพาภาคการผลิตของจีนต่อไปอีกหลายปี

ดัฟฟียังตั้งข้อสงสัยต่อข้อเสนอที่ฟาร์ลีย์เคยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลในงานดีทรอยต์ ออโต โชว์ เมื่อเดือนม.ค. เพื่อเปิดทางให้บริษัทจีนมาร่วมทุนในสหรัฐฯ โดยดัฟฟีชี้ว่า “หากบริษัทจงใจพึ่งพาคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมไม่อาจเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของประชาชนชาวอเมริกันและกระทรวงคมนาคมได้”

ด้านฟอร์ดออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า จดหมายของดัฟฟีเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผลเพื่อหวังเกาะกระแสข่าว พร้อมชี้แจงว่า “ขณะที่ค่ายอื่นยังคงนำเข้าแบตเตอรี่จากจีน แต่ฟอร์ดกลับลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ เอง” ทั้งยังย้ำว่าฟอร์ดเป็นเจ้าของโรงงาน ควบคุมการบริหารงานทั้งหมด และจ้างแรงงานในประเทศ

ท่าทีแข็งกร้าวนี้มีขึ้นขณะที่ปธน.ทรัมป์มีกำหนดการพบหารือกับปธน.สี จิ้นผิง ของจีนในปลายเดือนนี้ อีกทั้งสภาคองเกรสกำลังผลักดันให้คุมเข้มมาตรการแบนรถยนต์จากจีนในสหรัฐฯ ยิ่งขึ้น

เมื่อสัปดาห์ก่อน พันธมิตรเพื่อนวัตกรรมยานยนต์ (Alliance for Automotive Innovation) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ ได้ยื่นหนังสือถึงสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามนำเข้ารถยนต์อัจฉริยะ (Connected Car) รวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องจากจีน เข้าสู่สหรัฐฯ อย่างถาวร โดยอ้างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่มีราคาถูกและเทคโนโลยีแน่นนั้น เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดโลก โดยบริษัทยานยนต์จีนต่างเร่งส่งออกรถยนต์ออกสู่ต่างประเทศ เพื่อรับมือกับดีมานด์ที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่ดุเดือดในจีนเอง และปัจจุบันเริ่มเข้าไปเจาะตลาดทั้งในแคนาดาและเม็กซิโก ส่งผลให้ค่ายรถยนต์สหรัฐฯ กังวลว่า รถยนต์จีนอาจพยายามหาช่องทางเข้ามาตีตลาดในอเมริกาในอีกไม่ช้า

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์