เทรนด์สุขภาพไทยปัง! PwC เผยคนไทย 80% หันมาเน้นจ่ายเชิงป้องกันมากกว่ารักษา


PwC ประเทศไทย เผยตลาดสุขภาพไทยกำลังเปลี่ยนจากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่พฤติกรรมการบริโภคกระแสหลัก โดย 80% ข
องผู้บริโภคไทยเคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% มากกว่าสอ
งเท่า ขณะที่ 91% ยังกังวลเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าดีต่อสุขภาพ แต่ยังคาดหวังหลักฐานด้านความปลอดภัย แหล่งที่มา และคุณค่าที่ตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งกำลังยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของธุรกิจอาหารและสุขภาพ

รายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภคไทย ประจำปี 2569: ยุคเติบโตของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันซึ่งสำรวจผู้บริโภคไทย 501 คน พบว่า 80% ของผู้บริโภคไทยเคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% โดย 71% ซื้อวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขณะที่ 33% ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย และ 80% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพแบบสวมใส่ หากข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและนำไปใช้ทางการแพทย์ได้ แนวโน้มนี้ชี้ว่า การดูแลสุขภาพกำลังขยายจากการรักษา ไปสู่การใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อการป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร โภชนาการ การออกกำลังกาย และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ส่งผลให้โอกาสทางธุรกิจด้านสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์อีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงไปยังสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก ดิจิทัล และบริการเฉพาะบุคคล

นางสาวศนิชา อัครกิตติลาภ หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจอุตสาหกรรมสุขภาพ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลสำรวจ
สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย โดยสุขภาพไม่ได้เป็นเรื่องที่คนให้ความสำคัญเฉพาะเมื่อป่วยอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหาร วิตามิน และการออกกำลังกาย ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สำหรับภาคธุรกิจ นี่หมายถึงการเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการเพียงอย่างเดียวไปสู่การนำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้ผู้บริโภคบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ”

ผลสำรวจยังพบว่า 79% ของผู้บริโภคไทยรับประทานวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นประจำ และมีแนวโน้ม
เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้สด (68%) วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (49%) และผลิตภัณฑ์จากนม (44%) การเติบโต
พร้อมกันในหลายหมวดหมู่สะท้อนว่า ผู้บริโภคกำลังสร้างกิจวัตรด้านสุขภาพจากผลิตภัณฑ์หลายประเภท แทนที่จะพึ่งพาสิ
นค้าใดสินค้าหนึ่ง จึงเปิดโอกาสให้ธุรกิจพัฒนาข้อเสนอที่เชื่อมโยงอาหาร โภชนาการ บริการ และข้อมูลสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ เป้าหมายด้านสุขภาพที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุด ได้แก่ การมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น (49%) การลดความเ
ครียดและส่งเสริมสุขภาพจิต (49%) และการพัฒนาตนเอง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและสมาธิ (45%) 
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า คำจำกัดความของสุขภาพกำลังขยายไปสู่ ‘การมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม’ ธุรกิจไทยจึงควรออกแบบผลิ
ตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์เป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีชีวิตที่ยืนยาว การมีสุขภาพจิตที่ดี การมีส
มรรถนะทางความคิด หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ความปลอดภัยและความโปร่งใสกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อ แม้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่ประโยชน์ต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ โดยผลสำรวจพบว่า 91% กังวลเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร รวมถึงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ 87% กังวลเกี่ยวกับอาหารแปรรูปขั้นสูง และ 77% กังวลเรื่องไมโครพลาสติก
ความกังวลในระดับสูงดังกล่าวสะท้อนว่า ความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นความคาดหวั
งของตลาดในวงกว้าง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะประเมินแบรนด์จากแหล่งที่มาของวัตถุดิบส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพมากขึ้น สำหรับธุรกิจ ฉลากสะอาด อาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงจุดขายระดับพรีเมียมแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

AI ขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ผลสำรวจยังพบว่า 63% ของผู้บริโภคไทยเคยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence:AI) เพื่อค้นหาข้อมูลหรือคำแนะนำด้านสุขภาพ ขณะที่ 85% รู้สึกสะดวกใจที่จะใช้ AI ในหน้าที่การดูแลสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ หรือการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น แนวโน้มนี้สะท้อนว่า AI กำลังขยับจากการเป็นแหล่งข้อมูลทั่วไปไปสู่บทบาทเชิงรุกในการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลและสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพ นำไปสู่บริการใหม่ที่ผสานข้อมูลการติดตามผล การให้คำแนะนำ และการดูแลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมใช้งานไม่ได้หมายถึงความไว้วางใจโดยอัตโนมัติ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ตลอดจนความน่าเชื่อถือของข้อมูลและคำแนะนำที่ได้รับ ดังนั้น ความเป็นส่วนตัว การกำกับดูแลข้อมูล และการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบบริการตั้งแต่ต้น

“โอกาสของตลาดสุขภาพไทยกำลังเปิดกว้าง แต่ผู้บริโภคก็มีเงื่อนไขที่ชัดเจน โดยพวกเขาต้องการนวัตกรรมที่ช่วยให้ดูแลสุ
ขภาพได้ง่ายและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็คาดหวังความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูล และความคุ้มค่า ฉะนั้
น องค์กรที่จะเติบโตได้จึงไม่ใช่เพียงองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาใช้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นผล
ลัพธ์ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสร้างความไว้วางใจได้ในระยะยาว” นางสาว ศนิชา กล่าว