“อีฟ แอนด์ บอย”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO ราว 170.35 ล้านหุ้นเข้า SET ใช้เร่งสปีดขยายสาขาหวังโตต่อเนื่อง

บมจ. อีฟ แอนด์ บอย [EB] ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ 69-1) และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 170,354,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยม บล.กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

EB และบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพภายใต้แบรนด์ EVEANDBOY และธุรกิจทีเกียวข้อง โดยมีช่องทางการจําหน่ายหลัก 2 ช่องทาง ได้แก่ (1) ช่องทางออฟไลน์ผ่านร้านค้าสาขาของกลุ่มบริษัทฯ และ (2) ช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบริษัทฯ รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Marketplace) และแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce)

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 71 สาขา ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและจังหวัดสําคัญทั่วประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและกําลังซื้อของผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเป็น 320 สาขาภายในปี 2574 ทั้งในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองต่างๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบสาขาภายในศูนย์การค้า (Community Mall) สาขาภายในห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น (Local Shopping Mall) สาขาภายในห้างสรรพสินค้าเครือข่าย (Chain Shopping Mall) และสาขานอกศูนย์การค้า (Standalone)

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Omni Channel เพื่อทำสื่อการตลาดในรูปแบบ 360° เช่น การประกาศโฆษณาสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Instagram และ Tiktok การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) และ Key Opinion Leader เพื่อรีวิวสินค้าร่วมกับแบรนด์ เป็นต้น

กลุ่มบริษัทฯ มุ่งเสริมสร้างความเป็นผู้นําในธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ โดยวางตําแหน่งทางการตลาดให้
EVEANDBOY เป็นจุดหมายปลายทางด้านความงามและสุขภาพ (Beauty Destination) ที่ได้รับการนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ
ของผู้บริโภค (Top-of-Mind Brand) ผ่านการนําเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า และตอบสนองต่อ
ความต้องการรวมถึงแนวโน้มด้านความงามและสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ จําหน่ายสินค้าครอบคลุม 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) เครื่องสําอาง
(Make-up) น้ำหอม (Fragrance) และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่ม
บริษัทฯ มีสินค้าจําหน่ายรวมมากกว่า 24,000 หน่วยเก็บสินค้า (SKUs)

ผลประกอบการย้อนหลังบันทึกการเติบโตของรายได้รวมอย่างโดดเด่น ปี 2566 รายได้รวม 3,291.70 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 4,425.71 ล้านบาท (+34.45% YoY) ปี 2568 รายได้รวม 5,339.27 ล้านบาท (+20.64% YoY) งวด 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท (+16.54% YoY จาก 2,370.39 ล้านบาท)

ด้านกำไรสุทธิ ปี 2566-2568 เท่ากับ 747.5 ล้านบาท 1,101.5 ล้านบาท และ 1,218.7 ล้านบาท ตามลําดับ

ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นปรับปรุง (Adjusted Gross Margin) ขยับขึ้นต่อเนื่อง จาก 37.17% ในปี 2566 เป็น 38.71% ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 40.38% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 เป็นผลจากการปรับสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin Products) และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากข้อตกลงทางการค้ากับคู่ค้า เช่น ค่าเช่าพื้นที่ชั้นวางสินค้าและค่าสนับสนุนการเปิดสาขาใหม่

โตรงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก ณ วันที่ 1 ก.ย.2569 นายปริญญา วะนะศุข ถือหุ้น 132,194,400 หุ้น คิดเป็น 25.94% หลัง IPO จะลดสัดส่วนเหลือ 19.44% บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิง จํากัด 170,020,000 หุ้น คิดเป็น 33.36% จะลดเหลือ 25.00% Ultimate Bliss Holdings Limited 60,000,000 หุ้น คิดเป็น 11.77% จะลดเหลือ 8.82% และนายหิรัญ ตันมิตร 143,285,600 หุ้น คิดเป็น 28.11% จะลดเหลือ 21.07%

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกําไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการภาย
หลังหักเงินสํารองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ