
เจ้าหน้าที่เยเมนเปิดเผยว่า กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งมีอิหร่านหนุนหลัง ได้เปิดฉากระดมโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียระลอกใหม่ พร้อมรุกคืบยึดพื้นที่ขุดสนามเพลาะตั้งมั่นตลอดแนวชายฝั่งทะเลแดง บีบให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียต้องเร่งเปิดประชุมฉุกเฉินที่กรุงริยาดเพื่อหาทางรับมืออย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกัน กลุ่มชาติอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียได้ประกาศเลื่อนการเจรจากับอิหร่านออกไป ซ้ำเติมความวิตกกังวลว่าสงครามจะขยายวงกว้างจนกระทบต่อการส่งออกน้ำมันทั่วโลก
กลุ่มฮูตีแถลงเมื่อวันจันทร์ (14 ก.ย.) ว่า ได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนหลายสิบลำโจมตีฐานทัพอากาศคิงคาลิด ในเมืองคามิส มูชาอิต ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย โดยพุ่งเป้าทำลายโรงเก็บเครื่องบิน ระบบเรดาร์ ทางวิ่งขึ้นลง และคลังกระสุน เพื่อตอบโต้ที่กองกำลังพันธมิตรซาอุฯ ทิ้งระเบิดโจมตีในเยเมน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางการซาอุฯ ต้องเปิดสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินในพื้นที่และเมืองใกล้เคียงอีก 3 แห่ง โดยกองกำลังพันธมิตรระบุว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 13 คน
การรุกคืบของกลุ่มฮูตีในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเข้ายึดเกาะเปริมบริเวณปากทางเข้าทะเลแดง ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย หลังจากท่อส่งน้ำมันดิบสายตะวันออก-ตะวันตก (Petroline) เพิ่งหยุดทำงานจากการถูกโจมตีทางอากาศเมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) ซึ่งรัฐบาลริยาดระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่มีอิหร่านหนุนหลัง
ด้านกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเตือนว่า หากท่อส่งน้ำมันสายนี้ต้องปิดซ่อมแซมเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจหายไปสูงถึง 4% ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญการปิดล้อม ทั้งนี้ ทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ระบุว่าจะกลับมาเปิดเดินท่อส่งน้ำมันได้เมื่อใด
ด้านกองทัพอากาศซาอุฯ และเยเมนได้ยกระดับการทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายของฮูตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่รอบเมืองท่าโมคา แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเยเมนยอมรับว่า ฮูตียังคงควบคุมพื้นที่เลียบชายฝั่งทะเลแดงฝั่งตะวันตกไว้ได้เกือบทั้งหมด พร้อมระบุว่า “เวลานี้ฮูตีกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จึงหันมากดดันซาอุฯ คืน ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีถี่ขึ้น”
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัวขึ้นกว่า 4% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ ก่อนปรับลดลงมาปิดบวกที่ราว 1%
สงครามเยเมนที่ปะทุขึ้นอีกระลอกสร้างแรงกดดันครั้งใหม่ต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยแหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า สหรัฐฯ ยังคงปฏิเสธคำขอของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการให้ส่งกำลังทหารเข้าช่วยรบโดยตรง โดยจำกัดบทบาทไว้เพียงการสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองเท่านั้น
ด้านปธน.ทรัมป์กล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ว่า ได้ต่อสายพูดคุยกับมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียแล้ว ขณะเดียวกันกลุ่มฮูตีก็ได้ติดต่อมายังรัฐบาลวอชิงตันเพื่อเรียกร้องไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งนี้
ทั้งนี้ สื่อทางการซาอุฯ รายงานว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้เข้าหารือกับ พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ณ เมืองเจดดาห์ เมื่อวันจันทร์
ด้านทางการโอมานประกาศเลื่อนการประชุมร่วมระหว่างอิหร่านกับกลุ่มชาติอ่าวอาหรับออกไปอย่างกะทันหัน ซึ่งเดิมกำหนดไว้เพื่อเจรจาหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เคยรองรับการขนส่งน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก โดยฝ่ายอิหร่านอ้างว่าการเลื่อนประชุมเป็นไปตามคำขอของซาอุดีอาระเบีย
แม้ปธน.ทรัมป์ย้ำอีกครั้งว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว แต่ โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โต้กลับว่า ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจ พร้อมประกาศชัดว่า “จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น จนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการตอบสนอง”
นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เส้นทางเดินเรือน้ำมันสายสำคัญแห่งนี้เกือบกลายสภาพเป็นอัมพาต เนื่องจากอิหร่านขู่โจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) แถลงย้ำว่า “ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ และยังคงอยู่ในการเฝ้าตรวจการณ์และควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะของเราต่อไป”
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช





