ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (15 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 0.23% แตะระดับ 99.616
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 155.09 เยน จากระดับ 154.05 เยนในวันจันทร์ (14 ก.ย.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8185 ฟรังก์ จากระดับ 0.8163 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3917 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3902 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1543 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1557 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3481 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3511 ดอลลาร์
ราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 4.38% และราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 2.90% โดยราคาน้ำมันทั้งสองประเภทยังคงปิดที่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันอังคาร หลังจากมีรายงานว่าการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยันบู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันริมฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียได้ถูกระงับ นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ประกาศยกเลิกการส่งมอบน้ำมันบางเที่ยวเรือให้แก่ลูกค้าในยุโรป
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5.041% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีหรือนับตั้งแต่ปี 2550 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันนี้ (16 ก.ย.) ตามเวลาสหรัฐ
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 94.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันนี้ เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตารายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟดในการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





