IMF-ธนาคารโลกปรับเกณฑ์ประเมินหนี้ ชี้ 14% ประเทศรายได้น้อยอยู่ในภาวะวิกฤต

ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ว่า คณะกรรมการบริหารของทั้งสององค์กรได้อนุมัติการปฏิรูปกรอบการประเมินความยั่งยืนของหนี้ร่วมกันสำหรับประเทศรายได้น้อย เพื่อให้สะท้อนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดย IMF และธนาคารโลกระบุว่า กรอบใหม่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ประเมินได้ดีขึ้นว่าสามารถลงทุนในโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากเพียงใด โดยยังควบคุมความเปราะบางด้านหนี้ในระยะยาว

การทบทวนกรอบดังกล่าว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เสนอให้เพิ่มการวิเคราะห์หนี้ในประเทศของประเทศยากจน รวมถึงขยายการพิจารณาความท้าทายด้านการพัฒนาในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ได้เสนอให้มีการออกแบบกรอบการประเมินขึ้นใหม่ทั้งหมด

การปฏิรูปมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงวิธีประเมินความสามารถของประเทศในการรองรับภาระหนี้ของ IMF และธนาคารโลก พร้อมเพิ่มเครื่องมือเพื่อแยกแยะระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงเผชิญภาวะหนี้ตึงตัว กับประเทศที่มีภาระหนี้ซึ่งถูกประเมินว่าไม่สามารถชำระได้อย่างยั่งยืน

ทั้งสององค์กรยังจะพัฒนาเครื่องมือและการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อเพิ่มความสอดคล้องและความแม่นยำของประมาณการ พร้อมส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงการรายงานและความโปร่งใสของข้อมูลหนี้ โดยจะคงอัตราคิดลดที่ใช้ในการประเมินไว้ที่ 5%

แอลลิสัน ฮอลแลนด์ ซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบการประเมินความยั่งยืนของหนี้ฉบับใหม่ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายแอฟริกาของ IMF กล่าวว่า เป้าหมายของกรอบใหม่คือการช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ระบุจุดเปราะบางได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดหาเงินทุนและนโยบายได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

ฮอลแลนด์กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ความคืบหน้าด้านสถานการณ์หนี้ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2564 ถดถอยลง ส่งผลให้จำนวนประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในภาวะวิกฤตหนี้กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ฮอลแลนด์ระบุว่า ปัจจุบันราว 14% ของประเทศรายได้น้อยอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้ และอีก 33% มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ประมาณ 23% ของประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะตึงตัวด้านหนี้ภาครัฐโดยรวม

IMF และธนาคารโลกระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ประเมินได้ดีขึ้นว่าสามารถลงทุนในโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากเพียงใด โดยยังสามารถควบคุมความเปราะบางด้านหนี้ในระยะยาว

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช