นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้น่าจะแกว่งซึมตัวลง รับแรงกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐสูงขึ้น และ Dollar Index แข็งค่า อีกทั้งราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง เป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนชะลอดูผลหารือผู้นำสหรัฐ-จีน และวันนี้พาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกไทยคาดออกมาดีส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง ให้แนวรับ 1,590 จุด แนวต้าน 1,612 จุด หากผ่านไปได้ให้แนวต้านถัดไป 1,620 จุด
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย [SET.X] วันนี้น่าจะแกว่งซึมตัวลง รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) สหรัฐดีดขึ้น และดอลลาร์แข็งค่า เป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียทั้ง จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ปิดทำการในวันนี้เนื่องในวันไหว้พระจันทร์ รวมถึงราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 2 วันติดต่อกันเป็นแรงกดดันเช่นกัน
ขณะที่คาดว่านักลงทุนจะชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามผลการหารือระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีรายงานข่าว่ามีการขยายเวลาสงครามการค้า 2 เดือนจากที่สิ้นสุดเดือน พ.ย.69 ไปเป็นเดือน ม.ค.70 เพื่อเปิดทางเจรจา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ ออกมา จึงต้องจับตารายละเอียดในการประชุม
ส่วนปัจจัยในประเทศ วันนี้กระทรวงพาณิชย์จะการแถลงตัวเลขส่งออกไทย ซึ่งตลาดประเมินว่าจะออกมาค่อนข้างดี และน่าจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า อาจมีแรงเก็งกำไรในกลุ่มส่งออก อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม และอิเล็กทรอนิกส์
พร้อมให้แนวรับ 1,590 จุด แนวต้าน 1,612 จุด หากผ่านไปได้ให้แนวต้านถัดไปที่ 1,620 จุด
*ประเด็นพิจารณาการลงทุน
– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (24 ก.ย..) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด หรือ -0.31% ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด หรือ -0.02% และดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด หรือ +0.01%
– ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดเช้านี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 65,639.62 จุด เพิ่มขึ้น 125.63 จุด หรือ +0.19% ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 24,523.50 จุด ลดลง 237.63 จุด หรือ -0.96% ส่วนตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำการในวันนี้ เนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์
– ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดล่าสุด (24 ก.ย.) 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด (-0.50%) มูลค่าซื้อขาย 68,537.89 ล้านบาท
– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (24 ก.ย.) 676.93 ล้านบาท
– ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือน พ.ย.. (24 ก.ย..) เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล
– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (24 ก.ย..) อยู่ที่ -0.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
– เงินบาทเปิด 33.48 ทรงตัวจากวานนี้ เกาะติดตัวเลขส่งออกไทย คาดกรอบวันนี้ 33.30-33.60
– การเยือนสหรัฐของ “สี จิ้นผิง” 3 วัน ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย.2569 เริ่มต้นด้วยสัญญาณเชิงบวก หลังรัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตันตกลงขยายเวลา “พักรบทางการค้า” ออกไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 10 ม.ค.2570 ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปต้อนรับผู้นำจีน “ด้วยตนเอง” ถึงสนามบิน พร้อมพิธีต้อนรับที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
– ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
-นายกฯ นำทีม “ไทยแลนด์โรดโชว์” ประกาศความสำเร็จ ดึง “25 กองทุนยักษ์สหรัฐ” บริหารเงิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 80 “เฟทโก้” เผยจุดแข็ง “ความเป็นกลาง” ในเวทีโลกหนุนเม็ดเงินไหลกลับตลาดหุ้น “ตลท.” ชูนโยบายตรงจุด ปรับเกณฑ์หนุนธุรกิจเศรษฐกิจยุคใหม่ “เคเคพี” ชี้ปัจจัยบวกการเมือง-ดอกเบี้ยต่ำ หนุนความเชื่อมั่น
-“บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์” เคาะ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ฉบับแรก วางโรดแมป 3 ระยะ เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ปั้นซัปพลายเชนครบวงจร หวัง25 ปี ลงทุน 2.5 ล้านล้าน สร้างงาน 2.3 แสนตำแหน่ง
-“พลังงาน” ยันปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศมีเพียงพอ แม้ราคาตลาดโลกผันผวนหนัก พร้อมเร่งใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ บรรเทาค่าครองชีพ วอนใช้ B20 ลดการนำเข้า
-คลังเร่งเดินหน้าโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1-1.5 ล้านครัวเรือน นัดถกมหาดไทยสัปดาห์หน้า เตรียมเปิดลงทะเบียนกลาง ต.ค.นี้ พร้อมจับมือ อว. อัพสกิลแรงงาน 5 ล้านคน ป้อนอุตสาหกรรมโซลาร์
*หุ้นเด่นวันนี้
–TU (พาย) ราคาเป้าหมาย 15.40 บาท H2/69 ที่มีข่าวดีหลายด้านไม่ว่าจะเป็นช่วง Peak ของการส่งออก ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงและประเทศอังกฤษ ปรับลดภาษีนำเข้าปลาทูน่าจากไทยลงเหลือ 0% จาก 24% จะหนุนการเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างต่อเนื่อง
-CK (กสิกรไทย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 29.27 บาท โดย CK ขายหุ้น BEM จำนวน 200 ล้านหุ้นที่ราคา 6.50 บาท/หุ้น ลดสัดส่วนถือครองเหลือ 40.95% และได้รับเงินสดราว 1.3 พันลบ.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รับรู้กำไรพิเศษในไตรมาส 3/69 โดยคาดบันทึกกำไรสุทธิหลังภาษีราว 242 ลบ.แต่กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ยังลดลง YoY จากฐานกำไรพิเศษสูง ขณะที่กำไรปกติคาดทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงานก่อสร้างและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง มองบวกต่อสภาพคล่องและโอกาสรับงานภาครัฐที่คาดปีนี้เปิดประมูลไม่ต่ำกว่า 2 แสนลบ.ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PER 13.3 เท่า แม้ส่วนแบ่งกำไรจาก BEM จะลดลงเล็กน้อย
-AWC (กรุงศรี) “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 70 ที่ 3.9 บาท1) รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) ก.ค.-ส.ค.69 โตเด่น +25-26%y-y ดีกว่าภาพรวมท่องเที่ยวมีนัยฯ ชี้นำภาพบวกกำไร ไตรมาส 3/69 ก่อน ไตรมาส 4/69 มีแรงส่ง Golden Week จีน+ฤดู ท่องเที่ยว 2) กำไรปกติ 69-71 ที่เราคาด +8.5% และ +16.7% มีโอกาสเห็น Upside 3) Forward PER อยู ่ในระดับ < AVG.
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน





