
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในหลายพื้นที่ และในช่วงวันที่ 28 – 30 กันยายน 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเริ่มมีฝนลดลง ส่วนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางด้านตะวันตกของภาค รวมทั้งปัจจุบันได้มีน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยง ดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ในช่วงวันที่ 26 – 30 กันยายน 2569 ดังนี้
*พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ดังนี้
-ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอสบเมย และขุนยวม)
จังหวัดตาก (อำเภออุ้มผางและท่าสองยาง)
จังหวัดกำแพงเพชร (อำเภอขาณุวรลักษบุรี คลองขลุง และไทรงาม)
จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอนครไทย วังทอง และชาติตระการ)
จังหวัดอุทัยธานี (อำเภอเมืองอุทัยธานี หนองขาหย่าง สว่างอารมณ์ และหนองฉาง)
และจังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอเมืองนครสวรรค์ พยุหะคีรี โกรกพระ และลาดยาว)
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอปากช่อง พิมาย ครบุรี วังน้ำเขียว ปักธงชัย สีคิ้ว และสูงเนิน)
จังหวัดสุรินทร์ (อำเภอลำดวน และบัวเชด)
และจังหวัดศรีษะเกษ (อำเภอภูสิงห์)
– ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท (อำเภอเมืองชัยนาท มโนรมย์ วัดสิงห์ หันคา และหนองมะโมง)
จังหวัดลพบุรี (อำเภอท่าหลวง และสระโบสถ์)
จังหวัดสุพรรณบุรี (อำเภออู่ทอง)
จังหวัดสระบุรี (อำเภอแก่งคอย และมวกเหล็ก)
จังหวัดปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี และลาดหลุมแก้ว)
จังหวัดนนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี และปากเกร็ด)
กรุงเทพมหานคร
และจังหวัดสมุทรปราการ (อำเภอบางบ่อ บางเสาธง และบางพลี)
– ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี (อำเภอทองผาภูมิ เมืองกาญจนบุรี สังขละบุรี ศรีสวัสดิ์ เลาขวัญ ด่านมะขามเตี้ย ห้วยกระเจา และบ่อพลอย)
จังหวัดราชบุรี (อำเภอสวนผึ้ง และปากท่อ)
จังหวัดเพชรบุรี (อำเภอแก่งกระจาน หนองหญ้าปล้อง และเขาย้อย)
และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อำเภอหัวหิน กุยบุรี และปราณบุรี)
– ภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา (อำเภอท่าตะเกียบ และราชสาส์น)
จังหวัดนครนายก (อำเภอปากพลี องครักษ์ บ้านนา และเมืองนครนายก)
จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอเมืองปราจีนบุรี ศรีมหาโพธิ์ บ้านสร้าง นาดี และประจันตคาม)
จังหวัดสระแก้ว (อำเภออรัญประเทศ วัฒนานคร วังสมบูรณ์ และเขาฉกรรจ์)
จังหวัดชลบุรี (อำเภอบ้านบึง พานทอง พนัสนิคม หนองใหญ่ บ่อทอง และศรีราชา)
จังหวัดระยอง (อำเภอวังจันทร์และเขาชะเมา)
จังหวัดจันทบุรี (อำเภอขลุง แก่งหางแมว เขาคิชฌกูฏ โป่งน้ำร้อน แหลมสิงห์ สอยดาว และมะขาม)
และจังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด คลองใหญ่ เขาสมิง แหลมงอบ เกาะกูด เกาะช้าง และบ่อไร่)
– ภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส (อำเภอสุไหงปาดี แว้ง สุไหงโก-ลก และสุคิริน)
*เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำเมย จังหวัดตาก น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี แม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี คลองพระสทึงและคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี แม่น้ำตราด จังหวัดตราด คลองบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
*เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
คาดการณ์จะมีน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยง บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณ จังหวัดชัยนาท (อำเภอสรรพยา)
จังหวัดสิงห์บุรี (อำเภอพรหมบุรี เมืองสิงห์บุรี และอินทร์บุรี)
จังหวัดอ่างทอง (อำเภอเมืองอ่างทอง ไชโย ป่าโมก และวิเศษชัยชาญ)
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อำเภอบางซ้าย เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน ลาดบัวหลวง และบางไทร)
จังหวัดปทุมธานี (อำเภอสามโคก และเมืองปทุมธานี)
และจังหวัดนนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี บางกรวย และปากเกร็ด)
ทั้งนี้ จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราไม่เกิน 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้นานที่สุดโดยจะผันน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตกและตะวันออก ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมกระจายน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
โดย รัชดา คงขุนเทียน





