รัฐบาล ยันมีงบเพียงพอเยียวยาน้ำท่วม ก่อนเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1 ต.ค.นี้

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยังมีงบกลางเหลือเพียงพอที่จะดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตจากปัญหาอุทกภัย หรือภัยพิบัติธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ด้วยการอนุมัติซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม ครอบคลุมกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนในประเทศ วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เร่งลงนามกรมธรรม์ให้ทันมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 69

สำหรับช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ​ 2569 หรือก่อนวันที่ 1 ต.ค.นี้ ความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ยังเป็นหน้าที่ของรัฐบาล 100% ดังนั้นขอย้ำและยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลมีงบกลางเหลือเพียงพอที่จะใช้ในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน

“รัฐบาลเห็นสัญญาณเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ และรองนายกฯ เอกนิติ ก็ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที หลังการประชุม ครม. เมื่อ 15 ก.ย. โดยได้สั่งการให้หน่วยงานปฏิบัติ โดยเฉพาะกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้เร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำอย่างเหมาะสม เพราะมองว่าสัปดาห์นี้ จะเป็นวิกฤตของสถานการณ์และน่าจะเป็นช่วงพีคที่สุด” นายภราดร กล่าว

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ในปีงบประมาณ 2570 หรือตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 นั้น จะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะต้องเข้ามาชดเชยเยียวยา ซึ่งเป็นไปตามโครงการประกันภัยครัวเรือนที่ ครม. เห็นชอบ ซึ่งรัฐบาลได้แบ่งจ่ายวงเงินดำเนินการให้บริษัทประกัน 2 งวด โดยงวดแรกในปีงบประมาณ ​2569 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และงวดที่ 2 ในปีงบประมาณ​ 2570 วงเงินอีกราว 5 พันกว่าล้านบาท

ส่วนแนวทางการเยียวยาตามโครงการประกันภัยให้กับครัวเรือนนั้น จะมีวงเงินรวม 1 แสนบาทต่อครัวเรือน โดยจะแบ่งการให้ความช่วยเหลือออกเป็น 2 ส่วน คือ การช่วยเหลือทันทีเมื่อจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่น้ำท่วม จะได้รับเงินเยียวยา 1 หมื่นบาท ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นเมื่อน้ำลด บริษัทประกันภัยจะลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อจ่ายตามความเสียหายจริงของแต่ละครัวเรือน ในวงเงิน 9 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้ง 30 ล้านหลังคาเรือน

อย่างไรก็ดี สำหรับพื้นที่การเกษตรนั้น จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเกณฑ์ช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติอยู่แล้ว

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์