ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (28 ก.ย.) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.22% แตะที่ระดับ 101.197
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 157.40 เยน จากระดับ 157.13 เยนในวันศุกร์ (25 ก.ย.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8319 ฟรังก์ จากระดับ 0.8282 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4171 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4144 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1368 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1399 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3261 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3252 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นราว 3% ในวันจันทร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธข้อเสนอแบบมีเงื่อนไขของอิหร่านเกี่ยวกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ราคาจะลดช่วงบวกในเวลาต่อมา หลังจากสื่อรายงานว่าผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์อาจจัดการเจรจาแยกกันกับฝ่ายอิหร่านและฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อหาทางให้ทั้งสองฝายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุ 5.2% โดยดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5.261% ในวันจันทร์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.571%
เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
ด้านไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก่อนสิ้นปีนี้
ล่าสุด ลิซา คุก สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดกล่าวในวันจันทร์ว่า เธอคาดว่าจะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แม้ว่าเธอไม่ได้กล่าวถึงขั้นว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็ตาม
เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.3% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 57.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และ 17.7% เมื่อเดือนที่แล้ว
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ประจำเดือนส.ค., ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิตประจำเดือนก.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (2 ต.ค.) จะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่ง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





