HILITE: จับตาฟันด์โฟลว์สับออก บาทอ่อนทำต่างชาติเทขาย โบรกชี้เป้าดักเก็บ SCB-PTT-TRUE ชู 5 หุ้นเด่นกราฟสวย

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย ภายใต้สภาวะตลาดที่ยังเผชิญความผันผวนสูงจากปัจจัยเงินเฟ้อที่ถูกฝังรากยาวนานกว่า 7 เดือน แม้ราคาน้ำมันดิบระยะสั้นจะเริ่มย่อตัวลงจากการฟื้นตัวของเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทว่ายังเห็นสัญญาณบวกจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ “ชิปไทย” (Chip Made in Thailand) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนโต และภาพรวมกลุ่มเทคโนโลยี AI โลกที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการประชุมระดับผู้นำ ณ ทำเนียบขาว

ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่ภายใต้ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

ราคาน้ำมันดิบย่อตัวสั้นหลังซาอุฯ ฟื้นเส้นทางขนส่ง

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลดลง -3.5% หลุดระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประเทศซาอุดีอาระเบียสามารถฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West Pipeline ได้แล้วอย่างน้อย 50% (คิดเป็นกำลังการขนส่งราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ผสานกับรายงานของ JP Morgan ที่ระบุว่า ยอดการส่งออกน้ำมันดิบรวมจากภูมิภาคตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 17.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 98% ของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้อุปทานช็อก (Supply Shock) ในตลาดพลังงานเริ่มคลี่คลายลงชั่วคราว

กังวลเงินเฟ้อฝังรากดัน Bond Yield 30 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับแต่ปี 2545

แม้ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงในระยะสั้น แต่ระดับราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงพุ่งสูงขึ้นถึง +50% YoY ที่ระดับ 95.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดยังคงมีความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่ถูกฝังรากยาวนานกว่า 7 เดือน ซึ่งเสี่ยงที่จะเพิ่มแรงกดดันให้นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักเข้มงวดมากกว่าในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 30 ปี ที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ปี 2545

ทรัมป์จัดงาน “Super Intelligence Luncheon” ณ ทำเนียบขาว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จัดประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันระดับผู้นำเทคโนโลยี (Super Intelligence Luncheon) ณ ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เปลี่ยนการใช้คำว่า “Artificial Intelligence (AI)” เป็น “Super Intelligence (SI)” พร้อมให้เหล่า CEO จากบริษัท Big Tech ชั้นนำ อาทิ Nvidia, AMD, Broadcom, Micron ร่วมลงนามในข้อตกลงทางศีลธรรมในการกำกับดูแลความปลอดภัย ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมการพัฒนา AI ที่จะไม่ชะลอตัวลงในระยะสั้น และเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเผชิญคอขวด (Bottleneck) อย่าง DR: BE03 และ DR: LITE80

กลุ่มเรือสำราญโชว์ผลงานแกร่งเกินคาด

หุ้นในกลุ่มเรือสำราญปรับตัวขึ้นแรง นำโดย Carnival (CCL US) พุ่งขึ้น +13% และ Royal Caribbean Cruises (RCL US) ปรับขึ้น +7% หลัง Carnival รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แข็งแกร่งเกินคาด พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งปีสู่ $2.24 รับอานิสงส์ยอดเงินมัดจำการจองล่วงหน้า (Booking Deposits) ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $7.6 พันล้าน สะท้อนความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวเรือสำราญ

ทั้งนี้ ตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยหนุนเชิงนโยบายระดับชาติที่เข้ามาช่วยพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจ

โดยต่างชาติเร่งลดความเสี่ยงในไทยผ่านการขายสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 3 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบที่ -7,952 ล้านบาท ขณะที่ในตลาดหุ้นไทย ต่างชาติเทขายสุทธิเกือบ 2 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 วันทำการ และเปิดสถานะ Short สุทธิสะสมในตลาด TFEX อีก 3.3 หมื่นสัญญา โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯ และไทย (US–TH 10Y Bond Yield Spread) ที่กว้างขึ้น ทำจุดสูงสุดนับจากต้นปี หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องและมีโอกาสทะลุแนว 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่อง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์เต็มจากบาทอ่อนค่า

ท่ามกลางภาวะเงินบาทอ่อนตัว ยังคงเป็นโอกาสเปิดทางให้กลุ่มธุรกิจที่มีโครงสร้างรายได้อิงต่างประเทศเติบโต ได้แก่ 1) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) 2) กลุ่มอาหารและเกษตรส่งออก (TU, ITC, CPF, GFPT, STA, NER) และ 3) กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ (MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS, PR9)

บอร์ดชิปไฟเขียวยุทธศาสตร์ชาติ ปักธง “ชิปไทย” ดึงลงทุน 2.5 ล้านล้าน

คณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติเห็นชอบยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก ภายใต้ธง “ชิปไทย” (Chip Made in Thailand) ตั้งเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวม 2.5 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นดึงเงินลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี เน้นไปที่ 3 เทคโนโลยีหลักที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ โฟโตนิกส์ (Photonics), ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า และเซนเซอร์ พร้อมเร่งพัฒนาการออกแบบวงจรรวมและการประกอบชิปขั้นสูง คาดดันทราฟฟิกรายได้อุตสาหกรรมทะลุ 5 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง

ต่างชาติแอบซื้อสวนทางในหุ้นใหญ่กลุ่ม Laggard

แม้ภาพรวมต่างชาติจะขายสุทธิหนัก แต่ยังเห็นการสลับสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัวและราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่ม (Laggard) ในช่วง 6 วันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ SCB (+2,974 ล้านบาท), PTT (+1,361 ล้านบาท), TOP (+882 ล้านบาท), IRPC (+627 ล้านบาท) และ BBL (+517 ล้านบาท)

ภายใต้สภาวะตลาดที่กระแสเงินทุนต่างชาติสะดุด แต่ยังมีหุ้นที่มี STORY และปัจจัยบวกเฉพาะตัวขับเคลื่อน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่

  1. กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์จากยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและเงินบาทอ่อนค่า: กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความพร้อมด้านการรับงานและเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีใหม่
  2. กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่ Laggard: หุ้นเป้าหมายที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติเริ่มไหลเข้าสะสมสวนทางตลาดรวม เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวน
  3. กลุ่มสื่อโฆษณาและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: หุ้นที่เข้าสู่ช่วง High Season ของผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีหลัง และได้อานิสงส์จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และ Data Center

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน

BE03 : ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับ Data Centers ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แนวรับ 1.94 บาท / แนวต้าน 2.08 บาท / จุดตัดขาดทุน 1.86 บาท)

LITE80 : ผู้นำในธุรกิจ Laser ประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญใน Photonic Supply Chain ที่กำลังขาดแคลนอย่างมากในตลาด (แนวรับ 3.24 บาท / แนวต้าน 3.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 3.16 บาท)

TRUE: แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตแข็งแกร่งทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาดหวังอัตราตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) งวด 3Q69 ที่ประมาณ 1.2% (แนวรับ 12.70 บาท / แนวต้าน 13.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 12.40 บาท)

GULF: ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากทิศทางราคาน้ำมันดิบขาลง พร้อมแรงหนุนจาก Theme การลงทุนตามแผน PDP และการเติบโตของ Data Center (แนวรับ 59.00 บาท / แนวต้าน 62.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 57.50 บาท)

PLANB: มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 จากส่วนแบ่งเงินลงทุนใน iCare และกำลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ในช่วงครึ่งปีหลัง (แนวรับ 6.65 บาท / แนวต้าน 7.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.40 บาท)