SET ปิดภาคเช้าที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด (-1.97%) มูลค่าซื้อขายราว 68,480 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลงแรงเกือบ 2% อ่อนแอกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างชัดเจน หลังถูกแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับมาขายสุทธิหนัก ผสานแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารใหญ่ นำโดย KTB, KBANK, SCB และ BBL จาก Valuation ที่เริ่มตึงตัว และความเสี่ยง NPL จากสถานการณ์น้ำท่วม แนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนีแกว่งไซด์เวย์ นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยตัวเลข PCE สหรัฐฯ คืนนี้ ให้แนวรับ 1,560 จุด และแนวต้าน 1,575-1580 จุด
ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดภาคเช้าที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด (-1.97%) มูลค่าซื้อขายราว 68,480 ล้านบาท
การซื้อขายภาคเช้า ย่อตัวลงแรงเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยทำจุดต่ำสุดที่ 1,560.45 จุด และทำจุดสูงสุด 1,599.87 จุด
นายชยุต ไกรลาศรัตนศิริ, IAA, CISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ปรับตัวลงมากกว่าคาด ถูกแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลออก โดยเมื่อวานนี้ ต่างชาติขายสุทธิ 7,675.04 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสะสมพลิกกลับมาติดลบ โดยเช้านี้การปรับตัวลง โดยหลักมาจากกลุ่มธนาคารที่ต่างชาติถือจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วงต้นตลาดบวกได้ แต่พลิกกลับมาเป็นลบ โดย Flow ไหลออกทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงขายลดความเสี่ยงจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อยู่ในระดับสูง
โดยมองว่า ดัชนีปรับตัวลงแรงทำให้นักลงทุนขายลดความเสี่ยงลงมาก่อน ส่งผลให้เช้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบทุกกลุ่ม โดยกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวในแดนบวกได้ คือกลุ่ม Soft Commodity อย่างหุ้นกลุ่มยางพารา ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
แนวโน้มช่วงบ่าย แนะจับตาแนวรับสำคัญที่ 1,560 จุด หากยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ประเมินดัชนีแกว่งไซด์เวย์ และรอติดตามการเปิดเผยตัวเลข PCE สหรัฐฯ คืนนี้
โดยให้กรอบแนวรับ 1,560 จุด แนวรับถัดไป 1,550 จุด และแนวต้าน 1,575 – 1,580 จุด
นายภูวดล ภูสอดเงิน, IAA ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันนี้ปรับลงแรงเกือบ 2% มาอยู่บริเวณ 1,560 จุด อ่อนแอกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคค่อนข้างชัดเจน ซึ่งตลาดหุ้นภูมิภาคหลายตลาดยังเคลื่อนไหวในแดนบวก อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และจีน โดยแรงกดดันหลักของหุ้นไทย มาจากการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังราคาปรับขึ้นมาแรงในช่วงก่อนหน้า และ valuation เริ่มตึงตัวขึ้น โดยหลายตัวซื้อขายใกล้ระดับ PBV ราว 1 เท่า ในหลายๆ บริษัท ทำให้ upside ระยะสั้นเริ่มจำกัด เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ตลาดเริ่มกลับมากังวล
แรงขายเด่นอยู่ใน KTB, KBANK, SCB และ BBL ซึ่งกดดัชนีค่อนข้างมาก สะท้อนการ rotate ออกจากกลุ่มธนาคารไปหากลุ่มอื่น หลังตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วง earnings preview โดยเราคาดกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารไตรมาสนี้ลดลงราว 11% YoY ส่วนหนึ่งมาจากฐานสูงของปีก่อนที่มีกำไร mark-to-market จากเงินลงทุนค่อนข้างมาก หากหักรายการดังกล่าวออก กำไรหลักยังพอเติบโตได้บ้างราว 5% YoY จากรายได้ค่าธรรมเนียมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน แต่ภาพรวมยังถูกกดดันจาก NIM ที่อ่อนตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ดัชนียังถูกดดันจากความกังวลต่อผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งอาจกระทบลูกค้าบางกลุ่ม และทำให้ตลาดเริ่มระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์หรือ NPL ในระยะถัดไป แม้ธนาคารส่วนใหญ่ยังมีการตั้งสำรองและบริหารความเสี่ยงได้ค่อนข้างดี แต่เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามากก่อนหน้า นักลงทุนจึงเลือกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงก่อน ดังนั้นภาพตลาดเช้านี้ จึงไม่ใช่แรงขายตามตลาดโลก เพราะต่างประเทศโดยรวมไม่ได้ลบแรง แต่เป็นแรงขายเฉพาะในหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่เคยเป็นผู้นำตลาดก่อนหน้า
กลยุทธ์ยังแนะนำรอให้แรงขายนิ่งก่อนกลับเข้าสะสม โดยเลือกหุ้นที่พื้นฐานยังแข็งแรง และ valuation ยังไม่ตึงเกินไป มีปัจจัยหนุนรองรับในรอบหน้า เช่น โรงไฟฟ้า BGRIM GPSC โรงพยาบาล BH BDMS และโรงแรม CENTEL AWC ขณะที่หากตลาดในเบื้องต้น ควรยืนเหนือบริเวณ 1,560–1,570 จุดได้ เพื่อรักษาฐานเดิมไว้ไม่ให้หลุด Low และเสีย Sentiment เชิงเทคนิค โดยคาดหวังเม็ดเงินที่ออกจากฐานธนาคารเช้านี้ มีโอกาส Rotation เข้าไปในกลุ่มใหญ่อื่น ๆ เพื่อรักษาระดับ โดยเลือก Focus ในกลุ่มที่เรามองข้างต้น และอาจจะมีการเก็งกำไรกลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมี เช่น PTTGC ที่ลงมาก่อนหน้านี้ ไว้เป็นอีกทางเลือกลักษณะ Barbell Strategy
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
โดย วรินทร ศิรินอก





