
ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บสำหรับการขอวีซ่า H-1B ใหม่สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง โดยถือเป็นคำสั่งระงับค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 หลังจากผู้พิพากษาอีกรายในเมืองบอสตันมีคำสั่งระงับค่าธรรมเนียมเป็นการชั่วคราวเมื่อเดือนมิ.ย.
เฮย์วูด กิลเลียม ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย วินิจฉัยว่า สำนักงานบริการด้านพลเมืองและการตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นในการออกกฎระเบียบก่อนบังคับใช้ค่าธรรมเนียมดังกล่าว
กิลเลียม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต มีคำสั่งตามคำร้องของกลุ่มพันธมิตรที่ประกอบด้วยสหภาพแรงงาน นายจ้าง และองค์กรไม่แสวงหากำไร ให้ระงับการบังคับใช้ค่าธรรมเนียมของทรัมป์โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีที่กลุ่มดังกล่าวยื่นฟ้องในเดือนต.ค. 2568 จะได้ข้อยุติ
ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในเมืองบอสตันมีคำสั่งระงับค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นการชั่วคราวในเดือนมิ.ย. จากคดีแยกต่างหากที่ยื่นฟ้องโดย 20 รัฐ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ในเมืองบอสตันมีคำสั่งในเดือนก.ค.ไม่ให้ระงับคำตัดสินดังกล่าว
โครงการวีซ่า H-1B เปิดโอกาสให้นายจ้างในสหรัฐฯ จ้างแรงงานต่างชาติที่ได้รับการฝึกอบรมในสาขาเฉพาะทาง โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่พึ่งพาแรงงานซึ่งได้รับวีซ่าประเภทนี้อย่างมาก ปัจจุบันโครงการดังกล่าวจัดสรรวีซ่า 65,000 ใบต่อปี และอีก 20,000 ใบสำหรับแรงงานที่สำเร็จการศึกษาระดับสูง โดยวีซ่ามีอายุ 3-6 ปี
ก่อนหน้านี้ การขอวีซ่า H-1B โดยทั่วไปมีค่าธรรมเนียมประมาณ 2,000-5,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ แต่คำสั่งของทรัมป์ทำให้ต้นทุนการขอวีซ่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ที่ 100,000 ดอลลาร์
เดิมค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 ก.ย. แต่ทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมออกไปอีก 1 ปีเมื่อไม่นานมานี้
ในการกำหนดค่าธรรมเนียม ทรัมป์อ้างถึงอำนาจของประธานาธิบดีภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่า ภาคธุรกิจใช้โครงการ H-1B ในทางที่ผิด และทดแทนแรงงานชาวอเมริกันด้วยแรงงานต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่า
รัฐบาลทรัมป์ยังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้สมัครวีซ่า H-1B พร้อมเสนอเปลี่ยนระบบคัดเลือกผู้ได้รับวีซ่า โดยให้น้ำหนักกับผู้สมัครที่มีทักษะสูงและได้รับค่าจ้างสูง
ขณะเดียวกัน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ได้เสนอในเดือนส.ค.ให้กำหนดค่าธรรมเนียมถาวรประมาณ 103,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากประกาศใช้เป็นทางการ ก็มีแนวโน้มว่าจะถูกท้าทายในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ประเด็นทางกฎหมายในคดีดังกล่าวจะแตกต่างจากคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ เนื่องจากคดีเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่อำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าวโดยฝ่ายเดียว
Democracy Forward ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายและเป็นตัวแทนของโจทก์ แสดงความยินดีต่อคำตัดสินดังกล่าว โดยสตีฟ เบรสเลอร์ ทนายความของกลุ่มกล่าวว่า คำตัดสินนี้ช่วยปกป้องระบบที่ถูกทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในชั่วข้ามคืน
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช





