วิกฤตน้ำท่วม 31 จ.อ่วมหนัก!! ดับแล้ว 24 ราย

วิกฤตน้ำท่วมลาม 31 จังหวัด กระทบแล้วกว่า 3.5 ล้านคน เสียชีวิตรวม 24 ราย กรมอุตุฯ เตือนรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ 4-7 ต.ค. นี้ กรมชลประทาน ชี้แม้น้ำตอนบนเริ่มชะลอตัว แต่ยังจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา บริหารมวลน้ำสะสม

*กรมอุตุฯ เตือนช่วง 4-7 ต.ค. นี้ รับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก

กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ ดังนี้

– วันที่ 5 ต.ค. (ฝนตกหนักมาก): กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา

– วันที่ 6 ต.ค.: กาญจนบุรี และราชบุรี

– กรุงเทพมหานครและปริมณฑล: คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 5-6 ต.ค.

*น้ำท่วมขยายวงกว้าง 31 จังหวัด กระทบกว่า 3.5 ล้านคน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์อุทกภัยล่าสุด (ณ วันที่ 2 ต.ค.) ดังนี้

– ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 31 จังหวัด 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน รวมถึงกรุงเทพมหานคร

– จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ: 1.24 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 3.53 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตรวม 24 ราย

– ครอบคลุมพื้นที่: พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, อุทัยธานี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, อ่างทอง, สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, บุรีรัมย์, ชัยภูมิ, สุรินทร์ และยโสธร

กรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 329,000 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดลง

*กรมชลประทาน ทยอยระบายน้ำตามสถานการณ์ ควบคุมต่อเนื่อง

กรมชลประทาน ระบุว่า แม้ขณะนี้น้ำตอนบนบางจุดเริ่มลดลง แต่มวลน้ำที่ไหลลงมาก่อนหน้านั้นยังต้องใช้เวลาเดินทาง จึงไม่ได้หมายความว่าน้ำที่มาถึงเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงทันที

ในการบริหารจัดการ กรมชลประทานบริหารระดับน้ำเหนือเขื่อนเพื่อช่วยหน่วงน้ำ ควบคู่กับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องไหลผ่านเขื่อนลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน โดยต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อพื้นที่เหนือเขื่อนควบคู่กัน

ทั้งนี้ การรับน้ำเข้าระบบชลประทานต้องพิจารณาทั้งฝน น้ำที่มีอยู่ในระบบ และความสามารถในการระบายของแต่ละพื้นที่ จึงไม่สามารถเพิ่มการรับน้ำได้โดยไม่มีข้อจำกัด

สำหรับสาเหตุที่ยังต้องทยอยเพิ่มการระบาย เนื่องจากตอนบนบางจุดเริ่มลด แต่น้ำที่มาถึงเขื่อนยังมีปริมาณมาก และมีน้ำสะสมด้านเหนือเขื่อน กรมชลประทานจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อควบคุมระดับน้ำและลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เหนือเขื่อน โดยปรับอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อลดความรวดเร็วของการเพิ่มระดับน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

ดังนั้น ด้านท้ายเขื่อนก็ยังต้องระวัง เพราะการปรับระบายต้องพิจารณาระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก น้ำจากลำน้ำสาขา ฝนในพื้นที่ และอิทธิพลน้ำทะเลหนุนร่วมกัน เพราะทั้งหมดมีผลต่อระดับน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่าง

“น้ำตอนบนบางจุดลดแล้ว แต่น้ำที่ไหลลงมาก่อนหน้านั้นยังทยอยมาถึงเขื่อน และยังมีน้ำสะสมเหนือเขื่อน จึงต้องบริหารทั้งการหน่วงน้ำ การรับน้ำเข้าระบบสองฝั่ง และการทยอยระบายให้สมดุลกัน ประชาชนในพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและนอกคันกั้นน้ำ ควรติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ” กรมชลประทาน ระบุ

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน