นายกฯ กำชับหน่วยงานใช้ข้อมูลน้ำชุดเดียวกัน สั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด รับมือฝนระลอกใหม่ 4-5 ต.ค.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยกล่าวว่า การประชุมวันนี้มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะผู้ที่รับผิดชอบสถานการณ์น้ำท่วมในเขตภาคกลาง รวมถึงมีตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมประชุมด้วย เพื่อติดตามความคืบหน้าของการปฏิบัติงานร่วมกัน และกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ถือว่าสถานการณ์โดยรวมได้ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมเมื่อวานนี้ (1 ต.ค.) ทำให้ทุกหน่วยงานได้รับทราบภาพรวมของสถานการณ์ และได้เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยมีการบูรณาการและสนับสนุนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างกว้างขวาง และทั่วถึง ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งทีมอำนวยการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยในทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือในทุกมิติ 

โดยนายกรัฐมนตรี กำชับว่าจะต้องใช้ชุดข้อมูลชุดเดียวกันเท่านั้น อย่าให้มีข้อมูลหลายชุด เพื่อให้ประชาชนไม่เกิดความสับสน เพื่อให้ทุกหน่วยงานได้ประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสับสน ลดความกังวล และลดความคลาดเคลื่อน

ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกหน่วยงาน รวมถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ที่ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์เตรียมความพร้อมให้ดี เพราะจากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 4 – 5 ตุลาคมนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดพายุฝนจำนวนมาก ครอบคลุมในหลายพื้นที่ของประเทศ ดังนั้น การจัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ อาหาร ถุงยังชีพ รวมไปถึงแผนการจัดตั้งศูนย์พักพิง การเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ สำหรับพี่น้องประชาชน ตลอดจนการจัดทำแผนการเผชิญเหตุ ขอให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือจะติดตามผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการ รับทราบสถานการณ์ล่าสุดจากพื้นที่ ร่วมกันประเมินรับแผนงานและบูรณาการในการดำเนินงาน ยกระดับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุม และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด 

สำหรับการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่สามแล้ว ดังนั้นการสรุปการประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ จะขอให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รับฟังข้อสรุปของหน่วยที่ได้รับมอบหมายให้ลงไปบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนขอรับฟังความเห็น การร้องขอการสนับสนุน ปัญหาอุปสรรค และสิ่งที่ควรจะเป็นข้อมูล เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำมาประกอบในการตัดสินใจได้ 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ที่คลี่คลายลงไป เป็นผลมาจากการที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ต่างร่วมแรงร่วมใจดำเนินการแก้ไขบริหารสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี จะต้องเตรียมความพร้อม เพราะสภาพฝนฟ้าอากาศที่จะเกิดขึ้นจากนี้เป็นต้นไป ยังไม่อยู่ในสภาวะที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น การทำงานขอให้มีการจัดเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในกรณีหากมีเหตุการณ์ที่จะต้องรับมือกับอุทกภัยในจังหวัดต่าง ๆ จะได้บูรณาการการทำงาน และร่วมแรงกันไปแก้ไขปัญหาให้รวดเร็ว

นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ตั้งแต่ 4 ต.ค. โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เนื่องจากไม่มีฝนมาเติมเป็นจำนวนมาก จึงทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ดี ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมเป็นต้นไป ปริมาณฝนอาจจะก่อตัวมากยิ่งขึ้น โดยจะตกหนักในบริเวณพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ เพราะฉะนั้นการประชุมตั้งแต่เช้าวันนี้ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ขอให้มีการเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาร ยารักษาโรค และศูนย์พักพิง โดยได้เน้นย้ำไปว่า ศูนย์พักพิง ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่ต้องเป็นที่ที่เราขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือกันย้ายออกมา เพื่อความปลอดภัย และเพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ และได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ใส่ใจกับศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐาน นอนได้ปกติ อาหารการกิน เครื่องอุปโภคบริโภคพร้อม รวมถึงมีห้องน้ำที่สะอาดด้วย” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ จะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม มากน้อยอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ดูหนักอยู่ และถึงแม้จะยังเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

พร้อมกำชับไปในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ที่เคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 68 ไปแล้ว เพราะเมื่อดูจากเรดาร์พยากรณ์อากาศ จะเห็นว่าฝนมีความหนาแน่นตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมเป็นต้นไป และจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในวันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ จึงได้มีการกำชับตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส  ส่วนทางพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ ยังไม่เห็นปริมาณฝน ซึ่งช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World bank 2026 จึงขอให้เป็นไปตามนั้น เพราะการจัดงานจะได้เป็นไปด้วยความราบรื่น

สำหรับหลักเกณฑ์การเยียวยาประชาชนที่การเคหะฯ คลองจั่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ส่วนในช่วงนี้ที่สภาพอากาศแปรปรวน และเมื่อวานพบลูกเห็บตกในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า มีความกังวลและต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา จึงได้เชิญกรมอุตุนิยมวิทยา มาอัปเดตและคาดการณ์สภาพอากาศ โดยเฉพาะเรื่องของปริมาณฝน เพื่อที่จะให้ทุกหน่วยทุกฝ่ายเตรียมความพร้อม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลักดันน้ำด้วย 

“เมื่อเรามีการประชุมทุกวัน การบูรณาการทั้งหลายของผู้ที่ดูแลรับผิดชอบ และมีอุปกรณ์ก็ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น กระทรวงกลาโหมเอง ก็มีอุปกรณ์จากกองทัพ และมีเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือ กว่า 100 ลำ นำมาช่วยเหลือ และกระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น หากตรงไหนที่เร่งระบายน้ำได้ ก็จะเร่งระบายน้ำโดยทันที เพราะขณะนี้อุปกรณ์ระบายน้ำมีความพร้อมอย่างเต็มที่ 

ขณะเดียวกัน ก็มีความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับรัฐบาล จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เราเข้าใจว่า กทม. สามารถทำทุกอย่างได้เอง เพราะมีสำนักระบายน้ำ และมีองค์กรเหมือนเป็นรัฐบาลท้องถิ่น แต่วันนี้เราสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกันแล้ว 

“กทม.เอง ก็ต้องช่วยกรมชลประทานด้วย เพราะถ้ากรมชลประทานระบายน้ำมาแล้ว กทม. บอกไม่ให้เข้าน้ำ ก็ไม่สามารถไหลลงทะเลได้ จึงต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย ที่มาร่วมประชุมกันทุกเช้า จนทำให้เกิดเป็นความร่วมมือ และเข้าใจภาพรวมร่วมกัน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์