World Today: ประเด็นข่าวต่างประเทศน่าติดตามวันนี้

  • ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89,000 ตำแหน่ง

หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว นักลงทุนได้ปรับลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 16.1% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 64.2%

  • ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในกรุงริยาด และแหล่งน้ำมันคูไรส์ (Khurais) ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการผลิตของซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ปรับตัวขึ้น 81 เซนต์ หรือ 0.79% แตะที่ระดับ 103.06 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมัน WTI WTI [WTI.X] ปรับตัวขึ้น 46 เซนต์ หรือ 0.50% แตะที่ 91.57 ดอลลาร์/บาร์เรล

กลุ่มฮูตีได้ก่อเหตุโจมตีโรงงานของอารัมโกในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรน โดยฮูตีอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้ที่ซาอุดีอาระเบียเปิดฉากโจมตีกรุงซานาและจังหวัดอื่น ๆ ของเยเมน

รายงานการโจมตีล่าสุดนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตี โดยกลุ่มฮูตีได้ยกระดับการโจมตีเมืองต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง

  • กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติคงนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นการคงนโยบายติดต่อกันเดือนที่สอง

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) โดยแถลงการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสระบุ่วา “ประเทศสมาชิกทั้ง 7 ประเทศตัดสินใจที่จะคงระดับการผลิตน้ำมันประจำเดือนพ.ย. 2569 ไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ สมาชิกทั้ง 7 ประเทศยังเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมครั้งต่อไปไปในวันที่ 1 พ.ย. เพื่อทบทวนภาวะตลาด และเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการผลิตในขั้นตอนต่อไป”

  • ญี่ปุ่นอาจตัดสินใจยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้ามันฝรั่งดิบจากสหรัฐฯ สำหรับการใช้งานนอกเหนือจากการผลิตมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบเร็วกว่ากรอบเวลา 2-3 ปีที่เคยประเมินไว้ ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตรในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (3 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจได้ข้อสรุปภายในราว 1 ปี หากสหรัฐฯ สามารถดำเนินมาตรการตามข้อกำหนดด้านการกักกันพืชของญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว

กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการพิจารณายกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าเมื่อเดือน ก.ย. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันศัตรูพืชและเชื้อโรค 21 ชนิดที่อาจติดมากับมันฝรั่ง

  • ชาวสเปนหลายหมื่นคนรวมตัวประท้วงในกรุงมาดริดและเมืองต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย หลังฝ่ายค้านในรัฐสภาคว่ำมาตรการแก้ปัญหาที่รัฐบาลเสนอ

การประท้วงมีขึ้นหนึ่งวันหลังรัฐสภาไม่ผ่านมาตรการของรัฐบาล ซึ่งจัดทำขึ้นหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีหญิงวัย 87 ปีในกรุงมาดริดถูกไล่ออกจากที่พัก รวมถึงปัญหาด้านที่อยู่อาศัยอื่นๆ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนถือป้ายเรียกร้องให้มีการหยุดงานทั่วประเทศ

รัฐบาลสเปนประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมในกรุงมาดริดราว 70,000 คน ขณะที่การประท้วงในอีกประมาณ 50 เมืองทั่วประเทศเป็นไปอย่างสงบ โดยการชุมนุมในกรุงบาร์เซโลนาและเมืองฮอสปิตาเลต เด โลเบรกัต ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ต้องยกเลิกเนื่องจากฝนตกหนัก

  • Scope Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เตือนว่า หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นแตะประมาณ 160% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยสุทธิอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นพิเศษภายในปี 2574

Scope ระบุว่า การขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สหรัฐฯ อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง

บริษัทเตือนว่า แนวโน้มการคลังของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังไม่ยั่งยืนในระยะกลาง หากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น หรือการปรับเพิ่มรายได้ของรัฐบาลและลดการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Scope ระบุเพิ่มเติมว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือปรับฐานะการคลังครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มรายได้หรือลดการใช้จ่าย แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้จะยังคงเป็นปัจจัยลบ

  • เทสลา (Tesla) รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกในไตรมาส 3 อยู่ที่ 486,532 คัน ลดลงจาก 497,099 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 463,761 คัน

หุ้นเทสลาปิดตลาดวันศุกร์ (2 ต.ค.) พุ่งขึ้น 4.65% หลังเทสลาระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) ว่า ยอดส่งมอบดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักของบริษัท ท่ามกลางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเผชิญความท้าทาย

  • กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่รื้อฟื้นการสอบสวนทางอาญาต่อเจอโรม พาวเวล อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กรณีโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดที่ใช้งบประมาณสูงกว่าที่กำหนดหลายพันล้านดอลลาร์

ทอดด์ บลานช์ อัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมจะไม่เปิดการสอบสวนทางอาญาต่อพาวเวลอีกครั้ง แต่ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่กระทรวงจะดำเนินการในอนาคต นอกจากนี้ เขากล่าวว่าการตรวจสอบโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่โดยหน่วยงานอิสระอาจนำไปสู่การสอบสวน หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดทางอาญา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่วันหลังสำนักงานผู้ตรวจการของเฟดเปิดเผยผลการตรวจสอบว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาของรัฐบาลกลางที่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณา แม้สำนักงานผู้ตรวจการจะพบข้อบกพร่องอย่างร้ายแรงด้านการบริหารจัดการและการกำกับดูแลของเฟด ซึ่งมีส่วนทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มสูงขึ้น

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า หากรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สรุปการเข้าร่วมโครงการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในอะแลสกา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หากเกาหลีใต้ไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สหรัฐฯ ก็จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมเตือนว่าหากเกาหลีใต้ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงโดยเร็ว สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า

คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงท่าทีเกี่ยวกับขอบเขตการมีส่วนร่วมในโครงการ โดยทำเนียบขาวระบุว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนในสหรัฐฯ ของเกาหลีใต้ ขณะที่ตัวแทนเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเข้าร่วมโครงการยังต้องผ่านการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจก่อน

โดย รัตนา พงศ์ทวิช