
ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ที่ 2.0% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.7% จากประมาณการเดิม เนื่องจากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ยังคงช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ได้ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าภายในประเทศ โดยเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่แท้จริง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง และการลดลงของปัญหาความยากจนเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ก็ตาม
สำหรับหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้น ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในกลุ่มผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้น 13.5% และ 11.5% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ
ทั้งนี้ อุปสงค์จากภายนอก และการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง ยังคงช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทย แต่การส่งผ่านไปยังการผลิตในประเทศยังคงมีจำกัด ด้านการส่งออกสินค้าเร่งตัวขึ้นเป็น 17.8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากสินค้ากลุ่ม AI/อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกสินค้าจะแข็งแกร่ง แต่ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุน และสินค้าขั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้ จะพลิกจากเกินดุลกลายเป็นการขาดดุลที่ 2.8%
ธนาคารโลก มองว่า รัฐบาลไทยได้เร่งอนุมัติมาตรการจูงใจด้านการลงทุน เพื่อรักษาระดับของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยยอดอนุมัติการลงทุน เพิ่มขึ้น 37% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียนการผสมผสานนโยบาย ทั้งมาตรการสนับสนุนทางการคลังแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย มาตรการตรึงราคาชั่วคราว และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งได้ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เศรษฐกิจได้รับจากวิกฤตภายนอก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า ได้ช่วยจำกัดการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค แต่ได้สร้างภาระทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญแก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนสิงหาคม พร้อมส่งสัญญาณว่าจะติดตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
* เวิลด์แบงก์ คาด ศก.ไทยปี 70 และ 71 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มในระยะข้างหน้า ธนาคารโลก มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.3% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2570 จะลดลงเหลือ 1.0% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูง และการส่งผ่านไปยังราคาภายในประเทศเริ่มลดลง พร้อมคาดว่าหนี้สาธารณะในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 68.4% ต่อ GDP สะท้อนถึงการใช้จ่ายนอกงบประมาณ 4 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP) เพื่อเยียวยาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
“บททดสอบในระยะใกล้ คือ การใช้จ่ายเพื่อการเยียวยา จะยังคงเป็นมาตรการชั่วคราวและตรงเป้าหมาย หรือจะกลายเป็นภาระผูกพันประจำที่ยากต่อการยกเลิก” ธนาคารโลกระบุ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ตลอดจนสงครามการค้าโลก ซึ่งรวมถึงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น จะกดดันเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการค้า และยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวที่เชื่องช้าของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจัยบวกสำคัญ คือการฟื้นตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพ และการเติบโตในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านความยากจน กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแร งซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อคนกลุ่มนี้ โดยประเมินความเสียหายทางเกษตรกรรมสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท และรายได้ของเกษตรกรอาจลดลงราว 8% เกษตรกรรายย่อยที่อาศัยน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทานจะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยงมากที่สุด ในขณะที่หนี้ครัวเรือน ที่อยู่ใกล้ระดับ 87% ของ GDP ทำให้มีกันชนจำกัดในการรองรับผลกระทบจากรายได้เกษตรกรรมที่ลดลงอย่างกะทันหัน
ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2571 จะเติบโตได้ 2.4% เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันผ่อนคลายลง อีกทั้งมีมาตรการการคลังรอบใหม่ เข้ามาช่วยชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอลง
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





