
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดเผยรายงาน “Digital Defense Report” ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ระบุว่า อิสราเอลตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเผชิญการโจมตีถึง 210 ครั้ง ตลอดจนการระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือแรนซัมแวร์ (ransomware) ที่พุ่งสูงขึ้น 21% นับตั้งแต่ปี 2568
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ครองอันดับ 1 ประเทศที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์มากที่สุดด้วยจำนวนเหตุการณ์ที่ตรวจพบ 531 ครั้ง ส่วนไต้หวันและญี่ปุ่นตามมาในอันดับ 3 และ 4 ด้วยจำนวน 193 ครั้ง และ 172 ครั้งตามลำดับ ก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในอันดับ 5 ซึ่งเป็นของอังกฤษ
ยอสซี คาราดิ ผู้อำนวยการสำนักงานไซเบอร์แห่งชาติอิสราเอล (INCD) กล่าวว่า “สงครามในโลกไซเบอร์ไม่มีการหยุดยิง แม้จะไม่มีขีปนาวุธพุ่งอยู่บนท้องฟ้าให้เห็น แต่การต่อสู้ในโลกไซเบอร์ยังคงเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน”
รายงานชี้ว่า อิหร่านถือเป็นแหล่งที่มาหลักของภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่ออิสราเอล พร้อมระบุว่า รัฐบาลอิหร่านขึ้นชื่อเรื่องการทำแคมเปญโจมตีหลายรูปแบบและครอบคลุมเป็นวงกว้าง ทั้งต่ออิสราเอลและฝ่ายตรงข้ามอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปีนี้
ขณะเดียวกัน รายงานยังระบุเสริมว่า กองกำลังอิหร่านได้ขยายปฏิบัติการทางไซเบอร์และการส่งอิทธิพลเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการแทรกแซงและก่อกวนกิจกรรมทางทหารและการสื่อสารข้อมูล ขณะที่พยายามเพิ่มผลกระทบจากปฏิบัติการทั้งในด้านการเผยแพร่ข้อมูลและการขัดขวางการปฏิบัติงาน
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช




