ThaiBMA รับยอดออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 พลาดเป้า 8.8 แสนล้าน ปัจจัยลบเพียบ น้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อสูง-ย้ายระดมทุนตปท.กว่า 8.6 หมื่นล้าน

ThaiBMA คาดการณ์ยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนปี 2569 อาจไม่ถึงเป้าหมาย 8.8 แสนล้านบาท เหตุหันไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลายสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ แต่ยังเห็นหุ้นกู้เครดิตดียังระดมทุนได้ตามเป้า ขณะที่ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยยังโตได้ที่ 2.9% จากการออกพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ยอดของหุ้นกู้ใหม่ของปีนี้คาดไม่ถึงเป้าหมาย 8.8 แสนล้านบาท เนื่องจากบริษัทหลายแห่งมีทางเลือกอื่นในการระดมทุน และบางส่วนไประดมทุนในต่างประเทศ

ช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 69 บริษัทเอกชนไทยไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศแล้ว 86,090 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธนาคาพาณิชย์ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดโลกจะสูงกว่าไทย แต่เมื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และแปลงกลับมาเป็นเงินบาท ต้นทุนอาจไม่ได้สูงกว่าการออกหุ้นกู้ในประเทศมากนัก และยังเป็นการขยายฐานนักลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย นอกจากนี้กลุ่มธนาคารที่ออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะความเสี่ยงใกล้เคียงกับตราสารทุน (Equity) มาก หากนำมาเสนอขายรายย่อยในไทยอาจทำได้ลำบาก แต่ในต่างประเทศมีดีมานด์สูงและได้รับการตอบรับที่ดี

ขณะที่ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) มีมูลค่ารวม 629,662 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.6% ทั้งนี้ บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงยังสามารถเสนอขายได้ตามจำนวนที่ต้องการ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน ไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ โดยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ณ สิ้นไตรมาส 3/69 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.4 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 97% ของ GDP) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนเท่ากับ 4.5 ล้านล้านบาท ลดลง 0.7% จากสิ้นปี 2568 โดยกลุ่มที่ลดลงมากที่สุด ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ และ ICT จากความต้องการระดมทุนลดลง และบางรายหันไประดมทุนจากต่างประเทศแทน 

ทั้งนี้ จากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ในไตรมาส 3/69 เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้สุทธิ 39,309 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 9,210 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากพันธบัตรระยะสั้น โดยยังมีการซื้อสุทธิในพันธบัตรระยะยาว 2.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดการถือครองสะสม ณ สิ้นไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 9.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

โดยทิศทาง Fund Flow ที่ไหลออกในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากความผันผวนในตลาดโลก อย่างไรก็ตามแนวโน้มในไตรมาส 4/69 ยังคาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผล ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่หากเงินบาทแข็งค่า อาจเห็นกระแสเงินไหลกลับเข้ามา

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government Bond Yield Curve) ปรับตัวสูงขึ้นและมีความชันมากขึ้นในลักษณะ Bear Steepening ที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้นจากความกังวลเรื่อง
อัตราเงินเฟ้อและเป็นการปรับตัวสูงขึ้นตาม Bond yield สหรัฐฯ ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/69 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26 bps  52 bps และ  71 bps. จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.39%  1.80% และ 2.37% ตามลำดับ

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 18-41 bps. ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/69 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA  AA  A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.06% 2.45% 2.71% และ 4.19% ตามลำดับ

คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี 2569 คงที่ที่ระดับ 1.00% ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2569 กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ส่วน Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/69 จะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับสิ้นไตรมาส 3 โดย Bond yield รุ่นอายุ 5 ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.77-1.86% และ รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ในกรอบ 2.33-2.47% ปัจจัยชี้นำที่สำคัญคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และแผนการระดมทุนของภาครัฐ 

สำหรับสถานการณ์หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือขอปรับโครงสร้างยืดหนี้ (Restructure) รายชื่อที่ปรากฏยังคงเป็นบริษัทเดิมที่มีปัญหา และไม่มีบริษัทใหม่ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 69 หุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิ 4,833 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4/69 จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนด 172,751 ล้านบาท

โดย วรินทร ศิรินอก

ข่าวล่าสุด