
พายุโซนร้อนอีไซอัส (Isaias) ก่อตัวขึ้นในอ่าวเม็กซิโกเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) และคาดว่าจะทวีกำลังเป็นพายุเฮอร์ริเคน ก่อนพัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันเสาร์ (10 ต.ค.) โดยอาจทำให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นพายุซัดฝั่ง และพายุทอร์นาโดในหลายรัฐ ตามรายงานของศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ (NHC)
พายุลูกนี้อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ผลิตน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันบนฝั่ง ซึ่งอาจกดดันปริมาณน้ำมันคงคลังและเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันที่สถานีบริการ ซึ่งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
ไมเคิล เบรนแนน ผู้อำนวยการ NHC กล่าวว่า Isaias อาจทวีกำลังเป็นพายุเฮอร์ริเคนระดับ 3 ขึ้นไปเมื่อพัดขึ้นฝั่ง และอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งจากคลื่นพายุซัดฝั่ง น้ำท่วมจากฝนตกหนัก และกระแสลมแรงระดับเฮอร์ริเคน
ขณะเดียวกัน การผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกประมาณ 25% หรือ 511,619 บาร์เรลต่อวัน ถูกระงับแล้ว โดยสำนักงานบริหารแร่ทางทะเล (Marine Minerals Administration) ระบุว่า มีการอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากแท่นผลิต 8 แห่ง และหน่วยปฏิบัติงานนอกชายฝั่งอีก 2 แห่ง ก่อนพายุพัดเข้าพื้นที่
การผลิตก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยถูกระงับมากกว่า 350 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 16.4% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด ตามข้อมูลของสำนักงานฯ ซึ่งอ้างอิงรายงานจากผู้ประกอบการ
Earth Science Associates บริษัทที่ปรึกษา คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกอาจหายไปประมาณ 11.2 ล้านบาร์เรลตลอดช่วงที่เกิดพายุ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปริมาณ 7.1 ล้านบาร์เรลที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนเบอร์ธา (Bertha) เมื่อเดือนก.ค.
NHC ระบุว่า Isaias จะเป็นพายุเฮอร์ริเคนลูกแรกของฤดูกาลในมหาสมุทรแอตแลนติก หากทวีกำลังตามคาด และอาจทำสถิติเป็นพายุเฮอร์ริเคนลูกแรกของฤดูกาลที่เกิดขึ้นช้าที่สุด โดยสถิติเดิมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2448
การก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้ได้รับผลกระทบจากรูปแบบสภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง ซึ่งทำให้ลมในแต่ละระดับความสูงพัดด้วยความเร็วหรือทิศทางแตกต่างกันมากขึ้น ส่งผลให้การก่อตัวของพายุถูกรบกวนและพายุโซนร้อนทวีกำลังได้ยาก
สำหรับบริษัทที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากพายุมากที่สุด ได้แก่ บีพี, เชฟรอน, เอนี, เมอร์ฟี ออยล์ และเชลล์
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช





