รัฐบาล เร่งลดระดับน้ำพื้นที่เสี่ยง เตรียมรับฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.

น.พ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มสภาพอากาศ คาดว่า จะมีฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะวันที่ 10-12 ตุลาคม ซึ่งจะมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตก ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นไป คาดว่า ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

*แม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงและยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ซึ่งยังมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง

นายเอกภพ กล่าวเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยปัจจุบันมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลงเหลือ 16.03 เมตร 

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรองรับฝนระลอกใหม่ ควบคู่กับการลดระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้สามารถเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีการเร่งบริหารจัดการน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำส่วนที่เกินระดับกักเก็บให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเตรียมพื้นที่รองรับน้ำระลอกใหม่ โดยบริหารจัดการร่วมกับระบบทางน้ำและเขื่อนพระราม 6 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ระดับน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลดลงประมาณ 10–20 เซนติเมตรในระยะใกล้

ส่วนจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการปรับลดอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำเริ่มลดลงและยังไม่ล้นแนวป้องกันน้ำ

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก คาดว่า จะมีฝนตกในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงวันที่ 10-11 ตุลาคม 2569 โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณมีระดับน้ำลดลงและยังมีความสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้ ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนบริเวณแม่น้ำแม่กลอง ระดับน้ำยังไม่ล้นตลิ่งและยังมีพื้นที่รองรับน้ำ 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ติดตามประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ได้ยกสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว ขอให้ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

ขณะเดียวกัน จังหวัดสมุทรสงครามได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมบริเวณอัมพวา รวมเป็น 12 เครื่อง เพื่อเร่งผลักดันน้ำออกสู่ทะเล ส่วนจังหวัดเพชรบุรีมีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน โดยปรับลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำระลอกใหม่ พร้อมเตรียมมาตรการรับมือกรณีระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น

ด้านสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก ซึ่งยังเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อำเภอเมืองปราจีนบุรีมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่ยังลดลงอย่างช้า ๆ และยังมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนจังหวัดนครนายก มีการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำ โดยมวลน้ำจากจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายกจะไหลมารวมกันบริเวณอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่น้ำอาจเอ่อล้นแนวคันกั้นน้ำ

*กทม. เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก ยันผู้ประสบภัยกรณีน้ำท่วมบ้านหรือน้ำล้อม มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา

นายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงบนถนนสายหลักแล้ว คงเหลือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับปานกลางบริเวณถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง

กรุงเทพมหานครได้สำรวจพื้นที่ชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขัง พบว่ามีจำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม หนองจอก คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง และประเวศ โดยกรุงเทพมหานครมีแผนเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชุมชนผ่านระบบท่อระบายน้ำลงสู่คลองสาขาและคลองย่อย ก่อนส่งต่อไปยังคลองสายหลักและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้เฝ้าระวังและเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำจากพื้นที่ชุมชน หากมีฝนตกเพิ่มเติม สำหรับชุมชนที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จะดำเนินการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมและแนวคันกั้นน้ำ พร้อมสูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่คลองอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ (8 ต.ค.69) คาดว่า ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดในช่วงเวลา 17.44 น. โดยกรมอุทกศาสตร์คาดการณ์ระดับน้ำไว้ที่ 1.97 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยประมาณ 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ และยังไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เคหะร่มเกล้านั้น กรุงเทพมหานครได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมเพื่อดำเนินการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ภายหลังน้ำลด โดยคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้ภายใน 4–5 วัน พร้อมจัดตั้งจุดพักขยะขนาดใหญ่ 2 จุด แบ่งตามโซนพื้นที่ และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์จากพื้นที่โดยรอบเข้ามาสนับสนุนภารกิจขนย้ายขยะ เนื่องจากมีปริมาณขยะจำนวนมาก

ด้านการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 62,483 ราย โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทความช่วยเหลือ พบว่าประชาชนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านค่าดำรงชีพมากที่สุด รองลงมาคือค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือหรือทุนประกอบอาชีพ ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ที่มีการลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ และเขตสายไหม ตามลำดับ

สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาของกรุงเทพมหานคร กรณีน้ำท่วมขังบ้านไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท ส่วนกรณีน้ำท่วมขังบ้านเกิน 7 วัน แม้ทรัพย์สินจะไม่ได้รับความเสียหาย ก็จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาทเช่นเดียวกัน

กรณีบ้านหรือที่พักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากอยู่ในภาวะน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน จะได้รับความช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงระบบการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ โดยปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ประชาชนต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน หากที่อยู่จริงตรงกับข้อมูลในทะเบียนบ้าน รวมถึงไม่จำเป็นต้องแนบสำเนาโฉนดในกรณีดังกล่าว

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า วันนี้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง โดยยังคงมีน้ำท่วมขังในระดับปานกลาง 2 จุด ได้แก่ ถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนยังสามารถสัญจรได้ แต่ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

ขณะที่ปัจจุบันมีชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังมีน้ำท่วมขัง จำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ 

โดยพื้นที่บางส่วนของเขตลาดกระบัง ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ในภาวะน้ำปริ่มตลิ่งและได้รับน้ำเพิ่มเติมจากพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ครอบคลุมบางส่วนของพื้นที่หนองจอก บางกะปิ และลาดพร้าว

*โอนเยียวยาล็อตแรก 8,219 ครัวเรือน กว่า 68 ลบ. เข้าบัญชีภายในวันนี้

น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ปภ. ได้รับข้อมูลจากจังหวัดและดำเนินการตรวจสอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8,219 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สระแก้ว ตาก จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน คิดเป็นวงเงินรวม 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยภายในวันนี้

สำหรับยอดการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 1,422,167 ครัวเรือน โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 582,855 ครัวเรือน จังหวัดสมุทรปราการ 205,152 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานี 177,655 ครัวเรือน จังหวัดฉะเชิงเทรา 58,052 ครัวเรือน และจังหวัดนนทบุรี 49,628 ครัวเรือน ตามลำดับ

สำหรับการช่วยเหลือตามโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติภาครัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 ถึง 1 ต.ค.70 ครอบคลุมการคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ชีวิต และร่างกาย ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีของทายาทภายในวันนี้ เป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาทตามหลักเกณฑ์ นับเป็นรายแรกที่ได้รับการจ่ายสินไหมทดแทน ขณะที่กรณีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมทดแทน

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน