กมธ.อุตฯ จี้สั่งปิดชั่วคราวโรงงานรีไซเคิลยางชลบุรี ไร้ใบอนุญาต-เสี่ยงมลพิษ

นายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากลั่นกรองเรื่องร้องเรียน และสภาพปัญหาด้านอุตสาหกรรม ที่มีวาระการพิจารณากรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานรีไซเคิลยางรถยนต์ ของบริษัท ซิน อี้ ไท่ อินดัสเตรียล เทรด จำกัด ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 

โดยได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดชลบุรี เข้าให้ข้อมูลต่ออนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย นายพรชัย แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายปริญญ์ ม่วงสังข์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม, นายณรงค์ บุญยกิจโนทัย นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ, นายนเรนธร โรจนประดิษฐ วิศวกรปฏิบัติการ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ อนุกรรมาธิการฯ ได้สอบถามข้อมูลจากทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัด ถึงข้อมูลของยางที่อยู่ในโรงงานแห่งนี้ว่าเป็นยางเก่าหรือยางใหม่ ตลอดจนแหล่งที่มาของยาง ปริมาณที่แท้จริง อีกทั้งแนวทางดำเนินการ ว่าจะมีการปิดโรงงานชั่วคราวหรือไม่ จนกว่าจะมีการปรับปรุงให้โรงงานถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ว่า ได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. พบว่า เป็นอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ยังไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งเป็นโรงงาน แต่กลับใช้อาคารเป็นสถานที่เก็บยางรถยนต์เก่า และยังพบว่ามีการติดตั้งเครื่องจักรที่ไม่ตรงกับใบอนุญาต และยังมีกองยางที่อยู่นอกอาคารอีกจำนวนมากที่ไม่ถูกไฟไหม้ 

ซึ่งจากที่ผู้ประกอบการรายงานต่ออุตสาหกรรมจังหวัด คือ มียางเก่าเก็บอยู่ในโรงงานประมาณ 7,000 ตัน และโรงงานไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย โดยเบื้องต้น อุตสาหกรรมจังหวัดได้สั่งให้โรงงานดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา 

แต่เนื่องจากผู้ประกอบการยังปรับปรุงไม่แล้วเสร็จ จึงได้ทำเรื่องขอขยายเวลาออกไปอีก แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมจังหวัดอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายให้นานแค่ไหน โดยพิจารณาจากเนื้องานให้สมเหตุสมผล ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมจังหวัดได้ทำเรื่องไปที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขอให้ระงับการรับสิ่งปฏิกูลของโรงงานนี้ เพราะมียางตกค้างอยู่ในโรงงานจำนวนมาก และให้กำจัดที่ค้างในโรงงานให้หมดก่อนที่จะรับเข้ามาใหม่

ส่วนโรงงานนี้รับยางมาจากแหล่งใด และปริมาณเท่าใดนั้น อุตสาหกรรมจังหวัด ได้ทำหนังสือขอข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า ยางส่วนใหญ่รับมาจากนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง และชลบุรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้โรงงานที่รับยางมา ต้องกำจัดให้หมดภายใน 60 วัน ขณะที่บริษัท ซิน อี้ ไท่ อินดัสเตรียล เทรด จำกัด ได้รับอนุญาตให้สามารถรับยางมากำจัดปีละหลายหมื่นตัน 

ด้านกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบแล้วว่ายางที่อยู่ในจุดที่เพลิงไหม้มีที่มาจากที่ใดบ้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเป็นเอกสาร เพื่อส่งให้อุตสาหกรรมจังหวัด

ด้าน นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ในฐานะ สส.จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ต้องการให้หน่วยงานในพื้นที่เอาจริงเอาจังกับโรงงานที่มีต่างชาติร่วมทุน และไม่เคารพกฎหมายไทย พร้อมย้ำว่า ในฐานะ สส.ในพื้นที่ จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่าในระหว่างที่มีการปรับปรุงโรงงานให้ถูกต้อง จะไม่มีการรับยางใหม่เข้ามาเก็บไว้อีก จนกว่ายางที่อยู่ในโรงงานจะกำจัดหมดก่อน

“มันเป็นพื้นที่ผม แล้วเอากล้องไปติดเลย คุณบอกจะทำของเก่าให้หมด ถ้ามีของใหม่เข้าไป คุณรับผิดชอบนะ เพราะถือว่าเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัด ตรงนี้พื้นที่ผม แล้วผมทำจริง” นายจิรวุฒิ กล่าว

ขณะที่อนุกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ทั้งการกองยางไว้ภายนอกอาคาร การติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับใบอนุญาต ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย ดังนั้น เชื่อว่าอุตสาหกรรมจังหวัดสามารถสั่งให้ปิดโรงงานไว้เป็นการชั่วคราวได้ เพื่อไม่ให้โรงงานรับยางเข้ามาเพิ่ม จนกว่าจะกำจัดยางที่ตกค้างในโรงงานให้หมดก่อน ดังนั้น จึงขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดพิจารณาประเด็นนี้ด้วย

“ฝากท่านอุตสาหกรรมจังหวัดด้วย เพราะกรณีความผิดซึ่งหน้า เข้าใจว่าในโรงงานเต็ม ยัดเข้าไปไม่ได้อีก ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของโรงงาน กฎหมายไม่สามารถนำมากองนอกโรงงานได้ ท่านอาจต้องไปลองปรับเปลี่ยนวิธี จะให้เวลา 30 วัน ปิดโรงงานชั่วคราว…ไม่ใช่เรื่องของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมจังหวัด ที่ต้องไปจี้ให้เคลียร์ของในออกให้หมด แล้วเอากองข้างนอกเข้าไป เพราะนี่คือความผิดซึ่งหน้า” นายเกรียงยศ กล่าว

ด้าน นายพรชัย แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ยืนยันว่า การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 13 ไปตรวจสอบมลพิษ 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ พบค่ามลพิษในโรงงานสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานโรงงาน โดยหากพบผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศ ผู้ประกอบการจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่เบื้องต้น ไม่มีพนักงานเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด ส่วนรอบโรงงานทั้ง 4 แห่ง มลพิษไม่เกินค่ามาตรฐาน 

ส่วนการนำยางมากองไว้นอกสถานที่จัดเก็บ ถือเป็นความผิดซึ่งหน้า ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว อุตสาหกรรมจังหวัดก็จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามกระบวนการของกฎหมาย พร้อมเสนอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีการเพิ่มเติม ว่าหากเป็นขยะอุตสาหกรรม หรือกากอุตสาหกรรมออกมาจากต้นทาง เจ้าหน้าที่รับผิดชอบควรรู้ด้วยว่าจะขนสิ่งเหล่านี้ไปที่ไหน และหากเข้ามาในพื้นที่จะมีแนวทางดูแลอย่างไร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายเกรียงยศ ได้ย้ำกับอุตสาหกรรมจังหวัด และกรมโรงงานให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงกลัว โดยหลังจากนี้อนุกรรมาธิการฯ จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม นำไปพิจารณาต่อ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์