ครม. ไฟเขียวผันน้ำ “ประแสร์-หนองค้อ-บางพระ” วงเงิน 1.26 หมื่นลบ. วางระบบส่งน้ำ-เติมน้ำต้นทุนชลบุรี รองรับการขยายตัวของ EEC

ครม. อนุมัติโครงการผันน้ำจาก จ.ระยอง เชื่อมอ่างเก็บน้ำหนองค้อ–บางพระ จ.ชลบุรี เพิ่มน้ำต้นทุนให้อ่างบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับน้ำกินน้ำใช้ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว วงเงิน 12,656 ล้านบาท กำหนดดำเนินการ 5 ปี เสริมความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเติบโตของพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ วงเงินงบประมาณรวม 12,656 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2574 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ มีทั้งชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำ จึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ เตรียมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และสนับสนุนการเติบโตของ EEC อย่างต่อเนื่อง

*เปิดเส้นทางผันน้ำกว่า 75 กิโลเมตร เชื่อม 3 อ่างเก็บน้ำ

สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ผ่านอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1. สถานีสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อส่งน้ำเข้าสู่ระบบผันน้ำ

2. ระบบท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จังหวัดชลบุรี

3. ปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมประมาณ 5.35 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำเข้าสู่แหล่งน้ำต้นทุนปลายทาง

ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับการใช้น้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ซึ่งจำเป็นต้องมีทรัพยากรน้ำเพียงพอและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเหมาะสม โดยกรมชลประทานจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้ในแต่ละปี เพื่อให้การผันน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและรองรับการใช้น้ำของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2570–2574 โดยการบริหารจัดการน้ำจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้น้ำแต่ละภาคส่วน และการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำและสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ EEC ในระยะยาว

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน