
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดผลสอบสวนการดำเนินงานและใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) หลังพบประเด็นความผิดปกติมูลค่ารวมกว่า 85 ล้านบาท ยันเป็นการทำตามหน้าที่ ไร้กลั่นแกล้งทางการเมือง ด้านผู้บริหารไทยพีบีเอสตั้งโต๊ะแถลงโต้ทุกประเด็น ชี้แจงเป็นการทำงานตามระเบียบ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและจังหวะเวลาในการตรวจสอบของสตง.
นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการรายงานผลการตรวจสอบหน่วยรับตรวจตามภารกิจหน้าที่ของ สตง. ตามปกติ ไม่ใช่การแถลงตอบโต้ระหว่างองค์กร โดยสืบเนื่องจากช่วงปลายปี 68 ถึงต้นปี 69 สตง. ได้รับหนังสือร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรไทยพีบีเอส ซึ่งเชื่อว่าเป็นข้อมูลภายในเนื่องจากมีเอกสารประกอบที่คนนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื้อหาร้องเรียนระบุว่า มีการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือแบบแผนทางราชการ และมีเจตนาทำให้องค์กรเสียหาย ทั้งในประเด็นการจัดหาผู้ทำข่าว การใช้ทรัพย์สินขององค์กรของผู้บริหาร และการบริหารงานที่ไม่มีผลสัมฤทธิ์ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบแบบบูรณาการ
*สรุปการออกรายงานผลการตรวจสอบ 3 ประเด็น
สตง. ได้ออกรายงานผลการตรวจสอบแล้วจำนวน 2 ฉบับ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 1 ฉบับ ได้แก่
1. การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน : ออกรายงานแล้วเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ไทยพีบีเอสต้องทำแผนพัฒนาตามข้อเสนอแนะ
2. การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายและการจัดซื้อจัดจ้าง : ออกรายงานแล้วเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69
3. การตรวจสอบความผิดเฉพาะเจาะจงกับตัวเจ้าหน้าที่: หากพบพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งรายงานฉบับนี้จะออกในเร็ววันนี้
“การตั้งคณะทำงานตั้งแต่เดือนม.ค. และออกรายงานในเดือนต.ค. แสดงถึงความรอบคอบ ละเอียดในการรวบรวมข้อเท็จจริงตามมาตรฐานและมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. สตง. รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ถูกทักท้วงชี้แจงเหตุผลอย่างเต็มที่” นายสุทธิพงษ์ กล่าว
สำหรับมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นที่ สตง. ทักท้วง ประกอบด้วย การจัดซื้อจัดจ้างรายการข่าวประมาณ 15 ล้านบาท และการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร/พิธีกรประมาณ 65 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 85 ล้านบาท
โฆษก สตง. ยืนยันว่าการตรวจสอบทำตามแผนงานปกติ ไม่ได้กลั่นแกล้ง ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง หรือการแก้ไขกฎหมายโครงสร้างไทยพีบีเอส
ในส่วนของกรณีหนังสือขอให้กำกับดูแลการรายงานข่าวไทยพีบีเอส สืบเนื่องจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม เมื่อปี 68 สตง. มอนิเตอร์พบข่าวที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงทำหนังสือขอให้ไทยพีบีเอสตรวจสอบ ซึ่งทางไทยพีบีเอสตอบกลับว่าได้ตรวจสอบแล้วและไม่ผิดจรรยาบรรณ สตง. ก็รับฟังและไม่ได้โกรธเคืองหรือแก้แค้นแต่อย่างใด
*Thai PBS ชี้แจงประเด็นข้อสังเกต สตง.
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ Thai PBS กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นเมื่อปี 51 จากสถานีโทรทัศน์ช่องเดียว ปัจจุบันมีภารกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า แต่งบประมาณยังคงเท่าเดิมคือ 2,000 ล้านบาท (ซึ่งหากคำนวณมูลค่าเงินปัจจุบันจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท) โดยไม่เคยขอเงินเพิ่ม โดยภารกิจขนาดใหญ่หลังบ้านคือ โครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน เป็นโครงข่ายที่แข็งแรงที่สุด มีสถานีฐาน 63 สถานีทั่วประเทศ และมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกสถานี โดยจำนวนพนักงาน 1,200-1,300 คน ไม่ได้ทำหน้าที่ทำข่าวทั้งหมด แต่ใช้พนักงานเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นในการทำข่าว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำภารกิจอื่น ส่วนการจ้างผู้ผลิตรายการอิสระภายนอก เป็นข้อกำหนดตามกฎหมายเพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม
– กรณีที่มีสื่อนำเสนอเอกสารก่อนวันที่ 9 ต.ค. ขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน ให้โอกาสองค์กรและบุคลากรชี้แจงก่อนนำเสนอข่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่พนักงานและครอบครัวที่ถูกเปิดเผยชื่อ
– ค่าตอบแทนพิธีกร (เช่น 40,000 บาท/ตอน): ขึ้นอยู่กับบุคคลและความคุ้มค่า เช่นเดียวกับการดึงผู้จัด/พิธีกรที่มีชื่อเสียงเข้ามาเป็น “กองหน้า” เสริมทีมในภาวะแข่งขัน
– จ้าง outsource บริษัท PNY Production เป็น finish product ตลอด 9 ปี ส่งงานครบ ไม่มีความเสียหาย ไม่พบการทุจริต และได้ยกเลิกสัญญาไปแล้วในปี 68 ซึ่งการทำเองโดยสำนักข่าวก็มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน
– กรณีหนังสือร้องเรียนจาก สตง. ที่ส่งถึงไทยพีบีเอส เป็นกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องการนำเสนอข่าว สตง. ซึ่งคณะอนุกรรมการร้องเรียน คณะกรรมการนโยบาย ได้พิจารณาแล้วไม่พบการผิดจรรยาบรรณ/จริยธรรม และได้ทำหนังสือตอบกลับ สตง. พร้อมเชิญผู้ว่าฯ สตง. ออกรายการ แต่ผู้ว่าฯ สตง. ไม่ได้มา และเรื่องก็จบเท่านั้น
สำหรับวิสัยทัศน์และการบริหารการเงิน ทีมบริหารวางแผนลดค่าใช้จ่ายปีละ 100 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรับมือใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุในปี 2571
*กระบวนการคัดเลือกผู้ผลิตรายการและสัญญา “วิธีเฉพาะเจาะจง”
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า สตง. ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง แต่นักข่าว/อินฟลูเอนเซอร์นำประกาศจากไทยพีบีเอสไปโพสต์จนสร้าง perception ในโซเชียลมีเดียว่าเป็นการเล่นพวก โดยขอชี้แจงขั้นตอนเริ่มจาก Content Commissioning ประกาศโจทย์รายการประจำปี (เช่น คอร์รัปชัน, Climate Change, ผู้พิการ) ผ่านการคัดเลือก 3 ขั้นตอนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็กและรายใหม่ โดยเมื่อได้ผู้ชนะแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนพัฒนาผู้ผลิต เพื่อปรับรูปแบบรายการและหารือเรื่องต้นทุน เมื่อตกลงทำสัญญา กฎหมายจึงกำหนดให้เรียกว่า “สัญญาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง” เนื่องจากเหลือผู้เสนอรายเดียวตามขั้นตอนการคัดเลือก
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ Thai PBS ชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตเรื่อง Timing ในการแถลงข่าวของ สตง. ที่เกิดขึ้นช่วงเดียวกับ Public Hearing ร่างแก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS เรื่องการตัดเงินภาษีจัดสรรเฉพาะ พบความผิดปกติของยอดโหวต Public Hearing โดยก่อน สตง. แถลงข่าว มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายสูงถึง 95-96% แต่หลัง สตง. แถลงข่าวพบว่า ยอดผู้เห็นด้วยกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งภาษีจัดสรรเฉพาะ เป็นหลักประกันความเป็นอิสระจากการเมือง ไม่ต้องผ่านการต่อรองงบประมาณ
สำหรับการดำเนินการต่อรายงาน สตง. จะทำหนังสือชี้แจงโต้แย้งกลับไปยัง คตง./สตง. ตามขั้นตอน และพร้อมร่วมมือบนพื้นฐานของการตรวจขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศ
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





