คมนาคม แจงออก กม.รองตาม พ.ร.บ.ระบบตั๋วร่วมฯ ไม่ทันกำหนด เหตุขยายเวลาเปิดรับฟังความเห็น

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบเหตุผลความจำเป็นที่กระทรวงคมนาคม ไม่สามารถออกกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568

โดยกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า ได้มีคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ที่กำหนดให้เพิ่มระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมไม่น้อยกว่า 15 วัน เป็นไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานควรรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการ หรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่มีร่างกฎหมายแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 จึงส่งผลให้แผนการดำเนินงานออกกฎหมายลำดับรอง ตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เกิดความล่าช้า

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มีเนื้อหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดเก็บค่าโดยสาร และโครงสร้างรายได้ของผู้ให้บริการระบบขนส่งทุกภาคส่วน กระทรวงคมนาคม จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มเติมในการประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการระบบขนส่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นเชิงเทคนิค และข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ และสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จึงจำเป็นต้องรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง ออกตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 แล้วเสร็จรวม 20 ฉบับ โดยคาดว่าจะออกกฎหมายลำดับรองแล้วเสร็จครบทั้ง 20 ฉบับ ภายในปีนี้

น.ส.พลอยทะเล กล่าวต่อว่า การออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบ ตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานระบบตั๋วร่วมในเชิงระบบ สนับสนุนการดำเนินการระบบตั๋วร่วม และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สำคัญต่อประชาชน และยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ ดังนี้

  1. การลดภาระค่าครองชีพประชาชน การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมโดยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนระหว่างผู้ให้บริการ จะส่งผลให้ค่าบริการโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  2. การอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางประชาชนสามารถใช้บัตรหรือสื่อการชำระเงินเพียงใบเดียวเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารได้อย่างไร้รอยต่อ
  3. การบรรเทาปัญหาจราจรและมลพิษ ระบบตั๋วร่วมจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการบูรณาการมาตรฐานทางเทคโนโลยี ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม
  4. การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตัวร่วม ควบคุมคุณภาพการบริการการจัดสรรรายได้ระหว่างผู้ประกอบการ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์