
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ในเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายแห่ง เช่น ในพื้นที่เขตนิคมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรีที่มีระดับน้ำท่วมสูง ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่ง แม้ตัวโรงงานจะไม่ได้ถูกน้ำท่วม แต่ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากขาดชิ้นส่วนในการผลิต เส้นทางขนส่งไม่สะดวก รวมถึงพนักงานได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ประเมินว่า ผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวยังไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 69 โดยยังคงเป้าหมายที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน โดยหลาย ๆ โรงงานได้วางแผนเร่งดำเนินการผลิตให้กลับมาตามแผนเดิม
นอกจากนี้ ส..อ.ท.ยังรอประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป การปรับภาษีนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศไทย รวมทั้งส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ อุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศจึงช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
“ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศเป็นบวก ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยยอดจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 521,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะยังหดตัวต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มกระบะบรรทุก ซึ่งเป็นรถสำหรับคนทำมาหากิน เช่น เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้า ที่ประสบปัญหาเรื่องสินเชื่อที่เข้มงวด ผมและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดหวังจะเห็นมาตรการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะตลาดกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งด่วน เพื่อผลิตได้ในเดือนก.ย. 69 รักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้” นายสุวัชร์ กล่าว
*ยอดส่งออกก.ย. 69 เพิ่มขึ้นรับตลาดเอเชีย-ออสเตรเลียหนุน แม้ตอ.กลางชะลอ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.ย. 69 อยู่ที่ 89,972 คัน เพิ่มขึ้น 4.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ 63,130.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.18%YoY
ปัจจัยจากการส่งออกรถยนต์ไปตลาดเอเชียซึ่งใหญ่อันดับสอง มีสัดส่วน 28.61% ของยอดส่งออก รองจากตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วน 29.30% ของยอดส่งออกทั้งหมด โดยส่งออกได้เพิ่มขึ้น 27.16%YoY แต่ยังคงส่งออกไปตะวันออกกลางได้เพียง 14,419 คัน ลดลง 30.60%YoY เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ทั้งนี้ ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ยอดการส่งออกรถกระบะลดลงไป 33,118 คัน หรือลดลง 37.73%YoY และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามจะยุติถาวรได้เมื่อไร อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมช่วง 9 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปแล้ว 655,009 คัน มูลค่า 453,630.38 ล้านบาท โดยยังคาดว่า ปี 69 จะสามารถส่งออกได้ 900,000 คัน ตามเป้าที่ตั้งไว้

*ยอดผลิตก.ย. ลดลง รับผลกระทบน้ำท่วม
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนก.ย. 69 มีทั้งสิ้น 120,319 คัน ลดลง 6.08%YoY เนื่องจากโรงงานบางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. ถึงกลางเดือนต.ค. 69 จากการขาดชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถส่งมอบได้เพราะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดการผลิตในเดือนต.ค. อย่างไรก็ดี ปัจจุบันทุกโรงงานกลับมาผลิตได้ตามปกติแล้ว คาดว่าปี 69 ผลิตได้ 1,450,000 คัน ตามเป้าที่ตั้งไว้
สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39%YoY
ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนก.ย. 69 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 81,068 คัน คิด 67.38% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 7.09%YoY และในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 686,647 คัน คิดเป็น 63.58% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 3.41%YoY
ในส่วนของการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนก.ย. 69 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 39,251 คัน คิดเป็น 32.62% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 3.91% และในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 393,383 คัน เพิ่มขึ้น 7.79%YoY

*ยอดขายก.ย. เพิ่มขึ้น EV เป็นหลัก แต่รถกระบะยังหดตัวต่อเนื่อง
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนก.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 55,255 คัน ลดลงจากเดือนส.ค. 69 ที่ 7.61% และเพิ่มขึ้น 14.28%YoY โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้น 81.61%YoY
ขณะที่ รถกระบะยังคงมียอดขายลดลง โดยขายได้ 10,315 คัน ลดลง 7.11%YoY เนื่องจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอเพราะค่าครองชีพสูง และแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่า 90% และใช้น้ำมัน B20 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยให้เกษตรกรผลิตได้มากขึ้น ยังคงผลิตลดลง ทำให้อุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นซัพพลายเชนรถกระบะ ทั้งที่เป็นบริษัทคนไทยและบริษัทญี่ปุ่นผลิตลดลง ผลิตลดลงไป 3 แสนชิ้น และยังมีแรงงานที่มีรายได้ลดลง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รถกระบะและรถกระบะดับเบิลแค็บ ยังคงขายลดลง 11.50% และ 4.95% ตามลำดับจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามข้อมูลจากธนาคาร เนื่องจากเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ SME ยังอ่อนแอ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูง
ดังนั้น ส.อ.ท. ขอเสนอรัฐบาลช่วยเหลือการผลิตรถกระบะ ที่ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปที่ตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นกว่า 9 เดือน ส่งผลให้ส่งออกรถกระบะที่ปีที่แล้วมีมากกว่า 1 แสนคัน ลดลงไปแล้ว 33,118 คัน หรือลดลง 37.73% ของยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดตะวันออกกลาง โดยเสนอให้มีการกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การผลิตรถกระบะไม่ลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ซัพพลายเชนทั้งหลายยังคงรักษาจำนวนการผลิตชิ้นส่วนได้ สามารถรักษาการจ้างงานและอาจเพิ่มการจ้างงานได้ด้วย
“เมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้สาธารณะลดลง หนี้ครัวเรือนลดลง หนี้เสียลดลง สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น เป็นการเริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโตจนประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เป็นประเทศพัฒนาร่ำรวยแล้วเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้นำรัฐบาลที่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างความเจริญเติบโตของประเทศให้มากกว่าหรือน้อยกว่าประเทศอื่นได้” นายสุรพงษ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน เรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทย ให้เติบโตเป็นฐานผลิตยานยนต์และส่งออกยานยนต์ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลกต่อไป
*ยอดจดทะเบียนยานยนต์ประเภทไฟฟ้าป้ายแดงเพิ่มขึ้น
-ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 22,587 คัน เพิ่มขึ้น 89.71%YoY ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 191,273 คัน เพิ่มขึ้น 83.03%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 ก.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 561,978 คัน เพิ่มขึ้น 70.14%YoY
-ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 14,859 คัน เพิ่มขึ้น 27.78%YoY ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 131,066 คัน เพิ่มขึ้น 23.19%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 ก.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 734,831 คัน เพิ่มขึ้น 27.95%YoY
-ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 2,078 คัน เพิ่มขึ้น 53.36%YoY ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 15,994 คัน เพิ่มขึ้น 6.37%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 ก.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 97,183 คัน เพิ่มขึ้น 24.50%Yo
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





