
กทม. เปิดตัว “BKK Clean Air 2027” ยกระดับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เชิงรุกอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยี Big Data และ Command Center มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time พร้อมส่งทีม “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ลุยตรวจจับควันดำ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัว “BKK Clean Air 2027: ยกระดับมาตรการสู้ฝุ่นกรุงเทพมหานคร” เพื่อประกาศแนวทางขับเคลื่อนการรับมือปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 ประจำปี 2570 ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาชน โดยต้องควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างจริงจัง ทั้งจากยานพาหนะ การเผา โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการและเทคโนโลยีในการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่น รวมถึงพิจารณาปัจจัยด้านสภาพอากาศและทิศทางลม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยมาตรการ Work from Home เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดการเดินทางและมลพิษจากการจราจร ซึ่งจากการดำเนินมาตรการที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการจราจรลดลงได้ประมาณ 10% ในบางวัน
ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ดูแลรักษารถยนต์เพื่อลดการปล่อยมลพิษ และงดการเผาขยะหรือวัสดุทางการเกษตร ส่วนภาครัฐควรส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะและปรับเปลี่ยนรถโดยสารดีเซลเก่าเป็นรถโดยสารไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษในระยะยาว
ผู้ว่าฯ กทม. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายประชาชนในการเฝ้าระวังปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการเผา การปล่อยควันดำ และปัญหามลพิษอื่น ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กทม. ยกระดับการสู้ฝุ่นด้วยแนวคิด “รู้ทัน คุมเข้ม และป้องกัน” ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเฝ้าระวัง การควบคุมแหล่งกำเนิด และการป้องกันสุขภาพประชาชน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึก ดังนี้
1. สั่งการแม่นยำด้วย Command Center & Superstation
– ศูนย์บัญชาการ Command Center เชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญรอบด้านแบบ Real-time ทั้งค่าฝุ่นรายพื้นที่ ทิศทางลม การระบายอากาศ จุดความร้อน (Hotspots) และแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและส่งทีมปฏิบัติการลงพื้นที่แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
– สถานีวิเคราะห์ฝุ่นขั้นสูง (Superstation) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำแดชบอร์ด Superstation มาใช้วิเคราะห์องค์ประกอบและแหล่งที่มาของฝุ่น เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง นำไปสู่การตรวจสอบและแก้ปัญหาที่ต้นตอได้อย่างตรงจุด
2. ส่ง “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ลุยตรวจเชิงรุกถึงแหล่งกำเนิด
– บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและ 50 สำนักงานเขต ลงพื้นที่ตรวจกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษเชิงรุกตามกฎหมาย
– มุ่งเน้นการตรวจสอบสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม (ผ่านระบบ BKK Industrial Watch) ไซต์งานก่อสร้าง กิจการเสี่ยง และพื้นที่เสี่ยงการเผาในที่โล่ง ตามข้อมูลชี้เป้าจากศูนย์ Command Center
3. ดึงภาคขนส่งและเกษตรกรรม ร่วมลดมลพิษที่ต้นตอ
– โครงการ Green List (บัญชีสีเขียว) เชิญชวนผู้ประกอบการขนส่งและประชาชน นำรถเข้าบำรุงรักษาและลงทะเบียนในระบบ เพื่อร่วมลดมลพิษ ยกระดับสู่การเป็น “เขตมลพิษต่ำ” (Low Emission Zone) ควบคู่กับโครงการ “รถคันนี้ลดฝุ่น”
– สร้างความร่วมมือป้องกันการเผา ประสานงานใกล้ชิดกับจังหวัดปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง (อาศัยความร่วมมือกับจังหวัดนครนายก) สนับสนุนทางเลือกทดแทนการเผาแก่เกษตรกร เช่น การอัดฟาง การสับตอซัง การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย และการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรช่วงเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม
4. ห่วงใยสุขภาพ สื่อสารฉับไว ดูแลกลุ่มเปราะบาง
– แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่น และแนะนำการปฏิบัติตนอย่างทันท่วงที
– จัดเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น” (Dust-free Room) และห้องเรียนปลอดฝุ่นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
– ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง
กทม. ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจเช็กสภาพยานพาหนะ ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันลดฝุ่น PM 2.5 คืนอากาศสะอาดให้กับกรุงเทพมหานคร
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





