นายพิริยพล คงวาณิช ,IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง (BLS) เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับฐาน แต่โอกาสยังอยู่ในหุ้นที่กำไรแข็งแกร่งและมีเงินปันผลรองรับ โดยเดือน ต.ค. SET ลดลง 2.6% MoM แต่ยังเพิ่มขึ้น 20.6% YTD โดยแรงกดดันกระจุกในอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งลดลง 20.5% MoM โดยเฉพาะ DELTA ที่กดดัชนีประมาณ 30 จุด หรือ 73% ของการลดลงทั้งเดือน และกลุ่มโรงกลั่น ได้แก่ TOP −6.3% MoM และ SPRC −4.2% MoM ขณะที่ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD เพิ่มขึ้น 2.7% MoM สะท้อนการหมุนกลุ่มลงทุนเข้าหุ้นปันผลและธุรกิจที่ทนต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ แม้ดัชนีโดยรวมปรับลง
กลุ่มที่แข็งแกร่ง ได้แก่ พลังงานที่ไม่ใช่โรงกลั่นปรับขึ้น นำโดย PTT +3.1% MoM และ PTTEP +14.6% MoM รวมถึงโรงไฟฟ้า GULF +3.4% MoM, GPSC +5.9% MoM และ BGRIM +2.2% MoM ขณะที่ธนาคารเพิ่มขึ้น 3% MoM ค้าปลีกสินค้าจำเป็นและห้างสรรพสินค้าเด่น ได้แก่ BJC +12.6% MoM, CRC +14% MoM และ CPN +3.7% MoM ส่วนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2% MoM และประกันเพิ่มขึ้น 1.5% MoM
ต่างชาติขายสุทธิเดือน ต.ค. ประมาณ 6.6 พันล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปียังซื้อสุทธิประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ด้าน NVDR สัปดาห์ล่าสุดมีแรงขายหนักใน DELTA ขณะที่ฝั่งซื้ออยู่ในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ, ห้างสรรพสินค้า, โรงไฟฟ้า, โรงพยาบาล เช่น PTTEP, CRC, CPN, TRUE, BDMS และ GULF สะท้อนว่าเม็ดเงินยังเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่ม
ด้านประมาณการกำไร SET เพิ่มขึ้น 1.3% MoM ในเดือน ต.ค. และ 18.1% จากต้นปี หุ้นที่ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการอยู่ในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ, ค้าปลีกของใช้จำเป็น, เครื่องดื่ม เช่น EGCO, GULF, PTTEP, BJC, COM7, TRUE, ICHI และ OSP จึงยังมีโอกาสคัดเลือกหุ้นที่กำไรเดินหน้าต่อ แม้ตลาดเผชิญแรงขายลดความเสี่ยง
อิเล็กทรอนิกส์และโรงกลั่นยังมีความเสี่ยงเฉพาะที่ต้องแยกประเมิน
DELTA รายงานกำไรต่ำกว่าคาดประมาณ 10 – 12% จากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ ขณะที่แผนบริษัทแม่ขยายฐานผลิตในมาเลเซียเพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดสรรสินค้าและคำสั่งซื้อใหม่ในอนาคต แม้ประเมินผลกระทบระยะสั้นจำกัดและยังไม่กระทบคำสั่งซื้อปัจจุบัน
ส่วนโรงกลั่นเผชิญการปรับโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่น คาดกระทบประมาณการกำไรปี 69 ราว 1–2% และรับผลเต็มปีในปี 70 โดยประเมิน downside ต่อกำไร BCP 12%, IRPC 24%, SPRC 16%, TOP 10% และ PTTGC 8%
พฤศจิกายนต้องผ่านความผันผวนสัปดาห์แรก ก่อนประเมินแรงส่งจากนโยบายและผลประกอบการ
(0/−) ติดตาม ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯ วันที่ 2 พ.ย. การเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พ.ย. และ Nonfarm Payrolls วันที่ 6 พ.ย. หากข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าคาด อาจเพิ่มความกังวลดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง หนุน Bond Yield และกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ทิศทางสงครามหลังเลือกตั้งยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
(+/0) ฝั่งไทยติดตามร่างเกณฑ์ Data Center ที่เตรียมเสนอ ครม. วันที่ 3 พ.ย. อาจเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า และ
(0/−) ติดตามเงินเฟ้อเดือน ต.ค. วันที่ 5 พ.ย. ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดเพิ่มเป็น 3% YoY จาก 2.8% อาจสะท้อนแรงกดดันพลังงานต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ รวมถึงติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/69 แนวโน้มไตรมาส 4/69
(+/0) GDP ไตรมาส 3/69 ไทยคาดวันจันทร์ที่ 16 พ.ย. อาจเห็น sentiment เชิงบวกจากการปรับ MPI ขึ้น หากการปรับน้ำหนักและกลุ่มตัวอย่าง MPI โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ตัวเลขการผลิตสูงขึ้น อาจเปิดโอกาสปรับประมาณการ GDP ปี 69 จาก 2% เป็น 2.2% และปี 70 จาก 2.5% เป็น 2.7% ฐาน GDP ที่สูงขึ้นอาจเพิ่มพื้นที่กู้ยืม
(+/0) ท่องเที่ยวเข้าสู่ High season เน้นธุรกิจที่รับนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่า โดย 9 เดือนแรก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 4% YoY แต่รายรับรวมใกล้เคียงปีก่อน สะท้อนรายรับเฉลี่ยต่อคนเพิ่มประมาณ 4%
(+/0) ความคืบหน้า TISA คาดหนุนหุ้นปันผลสำหรับการลงทุนระยะยาวมากกว่าดัชนีโดยรวม แม้กรอบอ้างอิงในอดีตประเมินว่าแรงซื้อต่างชาติทุก 1 หมื่นล้านบาท อาจหนุน SET ราว 20 จุด แต่แรงซื้อ TISA อาจไม่ต่อเนื่องเท่าเงินต่างชาติ จึงคาดผลต่อดัชนีน้อยกว่า
ตลาดเข้าเขตขายมากเกินไป Oversold แต่ยังต้องเลือกหุ้นมากกว่าเพิ่มความเสี่ยงทั้งพอร์ต
สัดส่วนหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 4 สัปดาห์เพิ่มเป็น 35% สูงสุดในรอบ 1 เดือน ส่วนหุ้นที่มี RSI ต่ำกว่า 30 เพิ่มเป็น 11% สูงสุดในรอบ 10 เดือน ทั้งสองตัวชี้วัดอยู่ประมาณ +2SD เทียบค่าเฉลี่ย 1 ปี
ภาวะดังกล่าวประเมินเปิดโอกาสให้เกิดแรงซื้อกลับระยะสั้นบริเวณ SET 1,480–1,500 จุด แต่ยังไม่ยืนยันการกลับเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงสงครามและดอกเบี้ยยังสูง
กลยุทธ์: เน้น Defensive–Yield Play ควบคู่หุ้นกำไรเด่นและปัจจัยเฉพาะ
ให้น้ำหนักหุ้นที่ปันผลสูง-กำไรผันผวนต่ำ ทิศทางกำไรแข็งแกร่ง มีการปรับเพิ่มประมาณการ มีแรงซื้อสนับสนุน และเริ่มเห็นราคายืนรับแรงขาย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1) Dividend & Defensive: CPN คาด Dividend Yield ปี 70 ที่ 4.2%, OSP 5.2%, ICHI 7.6%, TLI 5.8%, BDMS 4.2% และ TRUE 4.2% พร้อมติดตามโอกาสจาก TISA ซึ่งคาดหนุนหุ้นปันผล
2) Earnings Play: AWC และ CRC รับแนวโน้มกำไรเด่นช่วง ไตรมาส 3 – 4/69
3) Event Play รับ sentiment เชิงบวกความคืบหน้าร่างเกณฑ์ Data Center: GULF และเก็งกำไรระยะสั้น EGCO (Non-rated)





