ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งกว่า 300 จุด ราคาน้ำมันพุ่ง, หุ้น Apple ร่วง กดดันตลาด

ณ เวลา 19.33 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 386 จุด หรือ 0.74% สู่ระดับ 51,747 จุด

ราคาหุ้น Apple ดิ่งลงกว่า 4% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังบริษัทเปิดเผยแนวโน้มกำไรที่น่าผิดหวัง ขณะที่ยอดขาย iPad ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นในวันนี้ หลังมีรายงานว่าสหรัฐได้โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าสงครามที่ดำเนินมาเป็นเวลา 8 เดือนจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง

นักลงทุนจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันนี้ โดยเจพีมอร์แกนเตือนว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ ชัยชนะของพรรคเดโมแครตไม่ว่าจะเป็นในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ก็อาจส่งผลให้เกิดการสอบสวนและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลของประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ดี ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ตลาดอาจกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น

โดยเขากล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า “ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ตลาดมีความกังวลอยู่พอสมควร แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นักลงทุนจะรู้สึกโล่งใจอย่างมาก และโดยทั่วไปแล้ว ตลาดหุ้นมักทำผลงานได้ค่อนข้างดี”

อย่างไรก็ดี หากพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถกวาดชัยชนะอย่างเด็ดขาด ก็อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้เช่นกัน

“หากเกิดกระแสชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน หรือชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครต ตลาดหุ้นอาจไม่ชื่นชอบสถานการณ์เช่นนั้นมากนัก เพราะอาจนำไปสู่การใช้จ่ายของภาครัฐที่มากเกินไป และพรรคการเมืองหนึ่งอาจมีอำนาจมากเกินไป” เดทริกกล่าว

โดยปกติแล้ว ตลาดมักชื่นชอบสถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแบ่งกันคุมทำเนียบขาวและสภาคองเกรสอย่างน้อยหนึ่งสภา

จากการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 ครั้ง ซึ่งไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส พบว่า S&P 500 ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 15% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง โดยผลตอบแทนเป็นบวกถึง 14 ครั้งจากทั้งหมด 15 ครั้ง

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 11.5% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งที่ส่งผลให้พรรคการเมืองเดียวสามารถควบคุมอำนาจทั้งหมดในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.2%

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ