สรรพสามิต เดินหน้า “รถเก่าแลกรถกระบะใหม่” จ่อใช้วงเงินกู้ 6 พันลบ. อุดหนุนคันละ 4 หมื่น ตั้งเป้า 1.5 แสนคัน

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึง โครงการ “รถเก่า แลกรถกระบะใหม่” ว่า ได้เสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทพิจารณาแล้ว ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ ก็จะเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยหลักการเบื้องต้น โครงการมีวงเงินราว 6,000 ล้านบาท กรอบการดำเนินการ คือ รัฐจะสนับสนุนเงินอุดหนุนเบื้องต้น คันละ 40,000 บาท คาดว่าจะครอบคลุมรถใหม่ได้ 150,000 คัน โดยมีทั้งรถกระบะไฟฟ้า และรถกระบะที่รองรับการใช้น้ำมัน B20 ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน

โดยระหว่างนี้ กรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย และระบบดำเนินงานควบคู่กันไว้แล้ว เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้เลย หากได้รับความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาราว 1-2 สัปดาห์

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้มีการเสนอโครงการสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% ด้วย ซึ่งได้เสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาไปพร้อมกับโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ แต่รูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้รอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการภาษีเกี่ยวกับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่ด้วย โดยมองว่าแบตเตอรี่ จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในอนาคต เพราะยังมีอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ ซึ่งกรมฯ จะเร่งศึกษา และหาข้อสรุปเพื่อออกเป็นมาตรการที่ชัดเจนต่อไป

นายพรชัย ยังกล่าวถึงกรณีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียว และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า) และรถยนต์ REEV (รถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น) ที่นำเข้าทั้งคันจากต่างประเทศ โดยยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการปฏิเสธการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ

แต่การนำเข้ารถยนต์ EV หลังจากนี้ เพื่อต่อยอดใน 3 ประเด็นหลักสำคัญ ได้แก่ การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน, การนำเข้าเพื่อเป็นการต่อยอดการผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกับการใช้ Local Content มากขึ้น รวมถึงการเน้นการสร้างเทคโนโลยีในประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ทักษะแรงงานของไทย ในการผลิตรถยนต์แห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวด้อม

โดยเบื้องต้น มีการประเมินว่า ภายหลังจากมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ น่าจะใช้เวลาราว 1-2 ปี เพื่อเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจเข้ามาสร้างโรงงาน และการหาชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิต ทั้งนี้ มองว่ามาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการผลิตรถ EV เพิ่มขึ้นในทันที แต่ตามวัตถุประสงค์ คือ ต้องการให้การนำเข้าลดลง แต่สัดส่วนจะยังอยู่ในระดับเดิม คือ การนำเข้า 30% และการผลิตในประเทศ 70% โดยจะพิจารณาเรื่องจำนวนการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเพิ่มเป็นหลักมากกว่า

ด้าน น.ส.รัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีการกำหนดอัตราภาษีรถ EV นำเข้าทั้งคัน แบ่งเป็น 2 อัตรา ได้แก่ 1. อัตรา 35% สำหรับรถนำเข้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ในประเทศ และ 2. อัตรา 2% ซึ่งจะมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการผลิตด้วยแบตเตอรีที่ผลิตขึ้นในประเทศ เนื่องจากภาครัฐต้องการส่งเสริมฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ขณะที่ค่ายรถยนต์จากบริษัทแม่ส่วนใหญ่ยังคงหวงเทคโนโลยี

สำหรับในระยะต่อไป กรมสรรพสามิต ได้เตรียมทบทวนการเพิ่มระดับภาษี (Tier) อีกประมาณ 2 ขั้น เช่น การขยับจาก 2% มาเป็น 10% แต่มีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนลง เช่น ไม่ต้องใช้แบตเตอรีที่ผลิตในประเทศก็ได้ แต่ต้องใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่สำคัญที่ผลิตในประเทศแทน

“การดึงแบตเตอรีให้ผลิตในไทยทำได้ยากมาก เพราะแบตเตอรีคือหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศแม่ ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่อยู่” รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์