
ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) แล้วในวันนี้ (6 พ.ย.) หลังปรับตัวลงมากกว่า 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิ.ย. เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอย่างหนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงขายระลอกใหม่
ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ร่วงหนักถึง 7.1% แตะระดับ 56,745.81 จุด ขณะที่ดัชนี Topix ร่วงลงถึง 6.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 โดยในช่วงต่ำสุดของวัน ดัชนีนิกเกอิดิ่งลง 22.1% จากระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 72,831.73 จุดของเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ส่งผลให้ดัชนีลดลงเกินเกณฑ์ 20% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้บ่งชี้ภาวะตลาดหมี และยังหลุดระดับ 60,000 จุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.
แรงเทขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) ซึ่งดัชนีนิกเกอิปิดลดลงเกือบ 1.8% และได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนวานนี้ โดยดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลงกว่า 5.5% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ตลาดฟิลาเดลเฟีย ทรุดตัวลง 12.3% ซึ่งเป็นการลดลงระหว่างวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยหุ้น Rohm ดิ่งลง 20% หุ้น Furukawa Electric ร่วงลงกว่า 19% และหุ้น Resonac ปรับตัวลง 15% ส่วนหุ้น Kioxia Holdings ลดลงกว่า 12% หุ้น SoftBank Group ปรัวตัวลงราว 11% และหุ้น Advantest ปรับตัวลงอย่างหนักเช่นกัน
ขณะที่หุ้น SK hynix ลดลง 9.02% และหุ้น TDK ปรับตัวลง 7.08% โดยแรงขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดี ซึ่งหุ้น Advantest ดิ่งลง 15% หุ้น Lasertec ร่วงลง 14% และหุ้น Kioxia ร่วงลง 13%
แรงกดดันต่อตลาดหุ้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มูลค่ามหาศาล โดยเริ่มมีคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนได้เพียงพอกับมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูงหรือไม่
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่ารัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครต อาจเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI หรือชะลอการขยายศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิป
ขณะเดียวกัน การขายทำกำไรและการลดสถานะการลงทุนที่ใช้เงินกู้ของนักลงทุนสถาบัน ยังเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ตลาดปรับตัวลงรุนแรงขึ้น โดยตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญต่างได้รับแรงกดดันเช่นเดียวกัน
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปรียพรรณ มีสุข





